ชีวประวัติปฏิปทา มหาอุบาสิกา คุณแม่จันดี โลหิตดี วัดป่าบ้านตาด

ประวัติคุณแม่จันดี โลหิตดี วัดป่าบ้านตาด จ.อุดรธานี

คุณแม่จันดี โลหิตดี เกิดเมื่อวันพุธที่ ๑๒ กันยายน พ.ศ.๒๔๗๓

ในครอบครัว พ่อแม่ และพี่น้อง เดียวกันกับ พระหลวงตามหาบัว วัดป่าบ้านตาด

มีพี่น้องซึ่งมีชีวิตอยู่ จนโตคือ พี่ชาย ๔ คน พี่สาว ๔ คน และ น้องสาว ๑ คน ท่านเป็นคนที่ ๙

ท่านเป็นน้องสาวคนเดียวที่สละบ้านเรือนออกปฏิบัติ ถือศีลภาวนา ที่วัดป่าบ้านตาด

เมื่อเป็นสาวรุ่น มีความมุ่งมั่นตั้งใจจะปฏิบัติ ถือศีลภาวนา

แม่จันดี โลหิตดี

จึงขอมารดาออกบวชเป็นแม่ชีแต่มารดาไม่อนุญาต และได้ให้แต่งงานมีครอบครัว ช่วงเวลาที่ครองเรือน มีบุตร ๔ คน ชาย ๑ คน หญิง ๓ คน โดยที่ยังตั้งใจภาวนาและถือศีลอย่างเคร่งครัด ยิ่งพระหลวงตามาตั้งวัดป่าบ้านตาดยิ่งได้กำลังใจปฏิบัติภาวนา ติดขัดอะไรก็กราบเรียนถามตอนท่านเข้ามารับบิณฑบาตรในหมู่บ้าน ด้วยมีอาชีพชาวนาซึ่งต้องใช้เวลาส่วนใหญ่อยู่ที่นา…ท่านจึงสร้างทางจงกรมเอาไว้ อาศัยทำนาไปด้วยภาวนาไปด้วยตลอด

เมื่อขึ้นจากการทำนา ไม่ว่าจะดึกดื่นแค่ไหน ท่านจะเดินจงกรมจนดึก…มีครั้งหนึ่งคุณแม่ชีแก้วไปเยี่ยมท่านที่นา เห็นทางจงกรมมีรอยเดินจนทางเป็นร่องเป็นมัน ท่านได้พูดไว้ว่า “จันดี เจ้าอยู่ไหน ก็มีเครื่องหมายของพระพุทธเจ้าอยู่ทุกที่ มิน่า..ข้าวของเจ้าถึงได้มากกว่าผู้อื่น”

แม่จันดี

เช้าวันหนึ่ง พระหลวงตาไปรับบิณฑบาตรในหมู่บ้านท่านได้ถาม “ภาวนา เป็นยังไง”

คุณแม่จันดีกราบเรียนว่า

“ฝันแปลกมาก ฝันว่าพระหลวงปู่มั่น ชวนให้ไปกับท่าน แต่ในฝันเป็นห่วงลูกคนเล็ก จึงขอไปดูลูกก่อน จะตามไปทีหลัง” พระหลวงตาให้อุบาย “เอ้า ให้มึงคิดตัดสินใจเอา ถ้าห่วงลูก ก็ตามพระหลวงปู่มั่นไปไม่ได้” คำพูดของพระหลวงตา ทำให้ต้องตั้งถามตัวเองว่า “พระหลวงปู่มั่นมาโปรดแท้ ๆ คนแปลความฝันก็เป็นพระหลวงตา เราติดคาอะไร ห่วงอะไร-อาลัยอะไร” นั่นทำให้ท่านคิดและตัดสินใจได้เร็วขึ้น ท่านจึงขออนุญาตสามีและลูก ๆ ทุกคน เพื่อออกมาปฏิบัติ ถือศีลภาวนา อยู่วัดป่าบ้านตาด เมื่อพ.ศ. ๒๕๒๔

โดยอาศัยที่กระท่อมน้อยในป่าทึบ ท่ามกลางต้นไม้ใหญ่ยืนต้นเป็นเงาร่มครึ้ม พื้นเบื้องล่างเต็มไปด้วยต้นข้าว สารหนาแน่นท่านได้ถือศีล ๘ อย่างเคร่งครัด ท่านกล่าวไว้ว่า
“ท่านบวชใจแทนศีล คือใจที่มีเจตนางดเว้นการทำความผิดเมื่อใจมี เจตนา งดเว้นการทำความผิด เมื่อใจมีเจตนาทำความถูกต้อง ศีลเป็นอันเดียวกับใจ ใจรักษาศีล ดูศีลดูใจตัวเอง ศีลเป็นใจที่มีเจตนางดเว้นการทำความชั่วทั้งปวง ดูศีลดูใจ สำรวจความผิดที่เกิดจากใจของตัวเอง แล้วอบอุ่น หนักแน่น มั่นคง มั่นใจไม่มีที่ต้องติตัวเองเรื่องศีล”

คุณแม่จันดีเล่าว่า “การปฏิบัติภาวนา ถ้าไม่มีครูบาอาจารย์ช่วยแนะสอนจะช้าได้เพราะ ช่วงปฏิบัติภาวนา เรารู้เห็นอะไร มันก็ชวนให้หลงให้ติด เพราะเป็นความอัศจรรย์ ที่เราเกิดมาไม่เคยพบ-เห็นในชีวิต และไม่มีแสดงอยู่ที่ไหนในโลก นอกจากผู้ภาวนาแต่ละรายจะรู้เองเห็นเองจากการปฏิบัติของตัวเอง รู้ขึ้นในใจของตัวเอง เป็นสันทิฏฐิโกประกาศป้างขึ้นที่หัวใจ ไม่ต้องถามใคร… ไม่ต้องให้ใครมาโกหก เราได้ พิสูจน์ได้ด้วยตัวเอง ไม่ลี้ลับ ไม่ปิดบัง เปิดเผยเสมอ มีอยู่ตลอดกาล…ธรรมความจริง ธรรมไม่ตาย เปิดเผยสง่างามอยู่ทุกกาล ทุกสมัยตลอดมา และตลอด ไปเป็นแต่ผู้คนจะมีจิตยินดีและต้องการหรือไม่” ท่านให้คำแนะนำเรื่องการปฏิบัติภาวนา ได้ถูกต้องแม่นยำไม่ผิดเพี้ยนจากหลักความจริงตามธรรมคำสอนของพระหลวงตามหาบัวทุกอย่างท่านเมตตาเล่าถึงการปฏิบัติของท่านที่ยากลำบาก แม้จะไม่ได้ขึ้นภูเขา เข้าป่า แต่ธรรมที่ท่านได้มาก็แลกด้วยชีวิต

ความตอนหนึ่ง ได้ประกาศขึ้นในจิตท่านว่า“ให้เอาชีวิตแลกธรรม” ตอนนั้นเอง พระหลวงตาก็บอกให้ท่านเร่ง “มึงอย่าเสียดายชีวิตนะ เร่งเลย ๆ …”ท่านจะพูดเสมอว่า “พระหลวงตาสอนให้แม่ปฏิบัติมาอย่างนี้ ถ้าเป็นคำพูดของพระหลวงตาแล้ว ยิ่งการปฏิบัติภาวนา จะคลาดเคลื่อนไปไม่ได้เลย…”

ในคืนวันที่ ๒๙ สิงหาคม ๒๕๓๕ เวลา ๕ ทุ่มครึ่งเป็นคืนที่ ฟ้าครึ้ม และลมพัดแรงมากท่านกราบพระแล้วนั่งภาวนาข้อธรรมได้ผุดขึ้นในจิตว่า
“อายะตะนะนั้นมีอยู่ แต่ไม่มีดิน-น้ำ-ไฟ-ลม ไม่มีจุติเคลื่อน ไม่มีที่ไป ไม่มีที่มา ไม่มีอารมณ์ ไม่มีอารมณ์ นั้นแหละคือที่สุดแห่งทุกข์”
จิตตอนนั้นจ่อเฉย ๆ เหมือนไม่พิจารณาอะไรเสียงต้นขนุนใหญ่ที่แห้งตาย อยู่ข้างกุฏิ สั่นไหวเสียงดังลั่นเพราะลมแรงท่านคิดว่าคงหักทับกุฏิ และท่านก็คงตายพร้อม ๆ กันอวิชขาดกระเด็นออกจากจิต ขณะนั้นรู้ว่า อวิชชาเหนียวแน่นมากพร้อมกับก้นกระแทกพื้นสูง ๑ ศอก โลกธาตุหวั่นไหวแผ่นดินสะเทือน เสียงดังสนั่น ถึด.. ถึด .. ถึด .. ถึด..แผ่นฟ้าม้วนกลับลงมา พันกันกับแผ่นดินม้วนรวมกัน แล้วจึงแยกออกจากกัน โลกธาตุหวั่นไหว พร้อมกับเสียงอนุโมทนาสาธุการ จากสวรรค์ทุก ๆ ชั้น ชั้นพรหมทุก ๆ ชั้น ลงถึงพื้นบาดาล ขวาซ้ายสถานกลาง ร่วมอนุโมทนา สาธุการ เสียงปี่พาทย์ บรรเลงขับกล่อม กระหึ่มก้องเสียงประกาศก้องขึ้นที่จิต

“ว่าง-วางเป็นจิตพุทธะ จิตบริสุทธิ จิตเป็นธรรมชาติ”

ขณะที่อวิชชาขาดออกจากจิต พระพุทธเจ้าและพระอรหันต์สาวกทุก ๆ พระองค์โดยเฉพาะพระหลวงตาได้ช่วยหนุนจิตท่าน ทุก ๆ พระองค์ ทุก ๆ อย่างที่เกิดขึ้น เกิดขึ้นพร้อม ๆ กัน ไม่มีอะไรก่อน ไม่มีอะไรหลัง มีอะไรอีกมากที่ไม่สามารถพูดให้ฟังได้หมดเพราะของเหนือโลก เจอแล้วจะรู้เอง

ท่านบอกว่าไม่เหลือวิสัย มีอยู่ในใจของทุกคน อย่ากลัวตาย กิเลสมันกลัวตาย รอดตายจึงได้ธรรม มันไม่ตายหรอก คนกล้าตาย ไม่กลัวตาย มีแต่กิเลสนั่นหละจะตายจากหัวใจ… คืนนั้น ท่านกราบน้อมถึงคุณพระพุทธเจ้าทุก ๆ พระองค์ ถึงคุณพระธรรม คุณพระสงฆ์ โดยเฉพาะพระหลวงตา ทั้งเป็นครูอาจารย์ เป็นพ่อ เป็นพี่ชายในสายโลหิตเดียวกันในชาติปัจจุบัน

คืนนั้น ท่านไม่นอนทั้งคืน…เมื่อพบพระหลวงตาอีกครั้ง จึงได้กราบเรียนท่านถึงสภาวะธรรมทั้งหมด ที่เกิดขึ้น…พอกล่าวจบ พระหลวงตาพูดขึ้นว่า

“ อ้าย(พี่) หมดห่วงแล้ว…”

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *