สองหลวงปู่ผู้ไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัว

ด้วยหลวงปู่ขาว อนาลโย ท่านเป็นพระป่า ท่านเก็บตัวอยู่ ผู้คนจึงไม่ค่อยรู้จักท่าน นับตั้งแต่คณะของคุณหมออวย เกตุสิงห์ ไปกราบหลวงปู่ ครั้งแรกในปี พ.ศ.2505 แล้ว ชื่อเสียง และคุณธรรมของหลวงปู่ ค่อยๆ ขยายออกไปเรื่อยๆ และโดยรวดเร็ว

ในปี พ.ศ.2518 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวและทูลกระหม่อมฟ้าชาย(ขณะนั้น ยังมิได้ดำรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราช สยามมกุฏราชกุมาร)

เสด็จมานมัสการหลวงปู่ ที่วัดถ้ำกลองเพลเป็นครั้งแรก…..หลังจากนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินมานมัสการหลวงปู่จนนับครั้งไม่ถ้วน……

และทราบกันดีว่า ทั้งสองพระองค์ ทรงมีพระทัยผูกพันต่อหลวงปู่ และหลวงปู่ก็มี”จิต” ผูกพันต่อ “พ่อจ้าว” “แม่จ้าว” และแผ่เมตตาถวายทุกเวลา และทุกโอกาส ทั้งสองพระองค์และหลวงปู่ มี”จิต”ถึงกัน(ข้อความของคุณหญิงสุรีย์พันธุ์ มณีวัต เขียนไว้ใน”อนาลโยคุโณ”ในหนังสือ”อนาลโยบูชา”)

ทั้งหัวข้อและข้อความในเรื่อง …..คัดลอกมาจากหนังสือ ฐานสโมบูชา เป็นประวัติของ หลวงปู่ชอบ ฐานสโม เขียนโดยคุณหญิงสุรีย์พันธ์ มณีวัต ในหัวข้อนี้ เขียนรวมทั้ง หลวงปู่ขาว และหลวงปู่ชอบ รวมทั้งสององค์ ผมขออนุญาตคัดลอกนำมาเสนอดังต่อไปนี้:หลวงปู่ เป็นพระป่า อยู่แต่ในป่าในเขาจนชิน และดูเหมือนจะไม่รู้จักโลกภายนอกที่ว่าเจริญเหมือนคนกรุง ท่านมักจะอยู่กับพวกยาง พวกกะเหรี่ยง พวกชาวไร่ชาวเขา เป็นปกติ ไม่คุ้นเคยต่อการพบคนใหญ่โตมีชื่อเสียงของจังหวัดหรือบ้านเมืองเลย…….

ดังนั้น วันหนึ่ง เมื่อท่าน(หลวงปู่ชอบ) ไปเยี่ยมหลวงปู่ขาว อนาลโย ที่วัดถ้ำกลองเพล ขณะนั้น พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จพระราชดำเนินมากราบ หลวงปู่ขาว เป็นวาระแรก ทางบ้านเมือง จึงส่งข่าวให้ทางวัดเตรียมตัวรับเสด็จ หลวงปู่ชอบทราบว่า เจ้าฟ้าเจ้าแผ่นดินจะเสด็จ ก็เตรียมหนีทันที หลวงปู่ขาวจึงบ่นเช่นกันว่า ไม่ทราบจะพูดด้วยอย่างไร? ขอให้หลวงปู่ชอบ อยู่ด้วยกันเป็นเพื่อน……

อ้อนวอนกัน จนสุดท้าย หลวงปู่ชอบ ก็ใจอ่อน ยอมอยู่ด้วย โดยเป็นที่เข้าใจว่า ท่านจะไม่ต้องพูดอะไรเลย และหลวงปู่ขาว ก็ต้องไม่พูดอะไรเท่าไรนัก ด้วยทางบ้านเมืองจะมาช่วยดูแลกำกับด้วย…..ถึงวันที่กำหนด หลวงปู่ทั้งสององค์ ก็ครองจีวรอย่างเรียบร้อย รออยู่จนเย็น ท่านก็บ่นกันว่า “ไม่เห็นมา ให้รออยู่” องค์หนึ่งบ่น……..”นั่นซี ไม่เห็นมา มีแต่ทหารสองคนพ่อลูก มาคุยกันอยู่เป็นนานสองนาน”

หลวงปู่ทั้งสององค์ หัวเราะกันจนงอ เมื่อพระเณรช่วยกันชี้แจงว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว….เสด็จพระราชดำเนินแล้ว……!!! พร้อมด้วยสมเด็ขพระบรมโอรสาธิราช…..ที่หลวงปู่ว่าทหารสองคนพ่อลูกนั่นแหละ…!!

เป็นเรื่องที่เล่ากันขบขันตลอดมา ผู้เขียนซึ่งปกติปากอยู่ไม่สุข ภายหลังได้โอกาสกราบเรียนถามหลวงปู่ขาว “ทำไมหลวงปู่ ไม่รู้จักพระเจ้าอยู่หัว และทูลกระหม่อมฟ้าชายล่ะเจ้าคะ(ขณะนั้น ท่านยังมิได้ดำรงพระยศสมเด็จพระบรมโอรสาธิราชฯสยามมกุฏราชกุมาร)

ท่านว่า “ไม่เห็นมีขบวนแห่!!”

ส่วนหลวงปู่ชอบ เมื่อกราบเรียนถามคำถามเดียวกันนั้น ท่านก็ยิ้มอายๆ ตอบผู้เขียนว่า “นึกว่าจะใส่ชฎา!!”..

จิตต่อถึงกันอยู่ตลอดเวลา**

การที่ล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ ทรงเคารพนับถือและห่วงใยโดยเต็มพระทัย ได้รับการตอบแทนจากหลวงปู่ ด้วยความเมตตาและจงรักภักดีอย่างเต็มเปี่ยม……ไม่ว่าจะทรงมีพระราชประสงค์อย่างใด ถ้าพอสนองได้ หลวงปู่ก็ทำด้วยความเต็มใจเสมอ…..หลวงปู่เล่าบ่อยๆว่า ท่านตั้งใจแผ่ส่วนกุศลและแผ่เมตตาถวายอยู่ทุกเวลาทุกโอกาส…….

ความสัมพันธ์ทางจิตระหว่างล้นเกล้าฯทั้งสอง กับ หลวงปู่ เป็นสิ่งที่สนิทแน่น ไม่มีอะไรบกพร่อง

หลวงปู่ กล่าวบ่อยๆว่า “จิตถึงกันอยู่ตลอดเวลา”

ทุกครั้งที่ได้รับข่าวว่า จะเสด็จพระราชดำเนินไปทรงเยี่ยม หลวงปู่จะมีอาการกระปรี้กระเกร่าขึ้นอย่างเห็นได้ชัด

ในตอนกลางปี พ.ศ.2525 หลวงปู่เป็นไข้ค่อนข้างสูงติดต่อกันอยู่หลายวัน ฉันได้น้อย ค่อนข้างอ่อนเพลีย ในตอนสาย มีข่าวว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว จะเสด็จไปทอดพระเนตรฝายกั้นน้ำที่ข้างวัด บางทีจะทรงแวะเยี่ยมหลวงปู่ ทางวัดก็เตรียมการรับเสด็จอย่างเคย แต่หลวงปู่ ยังมีอาการทรงอยู่ จนใกล้เวลาเสด็จ ไข้ก็ยังไม่ลง…….พระอาจารย์บุญเพ็ง เจ้าอาวาส ตัดสินใจตั้งพระเก้าอี้และเก้าอี้ให้หลวงปู่รับเสด็จ ภายในห้องกุฏิแทนในห้องโถง ใกล้เวลาเสด็จ หลวงปู่ยังนอนเฉยๆ ไข้ยังสูง พระเณรช่วยกันพยุงหลวงปู่ขึ้นนั่งเก้าอี้ “พอเสด็จถึง อาการอาพาธของหลวงปู่ ดูเหมือนจะหายเป็นปลิดทิ้ง นั่งตัวตรงถวายธรรมได้เหมือนปกติ!!”ประทับอยู่เกือบสองชั่วโมง พอเสด็จกลับ อาการโรคของท่าน ก็เหมือนกับได้หายไปชั่วคราว!!…

**ภาวนาจิตส่งพลังไปช่วยพระเจ้าอยู่หัว!!**

บันทึกของคุณหมออวย มีต่อไปว่า:-

คราวหนึ่ง ผู้เขียนได้รับโทรศัพท์แจ้งว่า ท่านอาจารย์ มีอาการไข้และซึม ไม่ค่อยพูดเช่นเคย จึงรีบเดินทางไปถึงวัดในวันรุ่งขึ้น เวลาประมาณ 8 น…….เณรบอกว่า หลวงปู่ไม่สบายมาตั้งแต่วันก่อน แต่เพิ่งหลับตานิ่ง ไม่กระดุกกระดิกมาตั้งแต่เช้า…..รีบเข้าไปในห้อง เห็นท่านนอนหงายนิ่ง มือประสานอยู่ที่หน้าอก หายใจแผ่วเบา หน้าตาสงบ ไม่มีลักษณะของความเจ็บไข้……พอกราบเสร็จ พระอาจารย์ชนะ ที่กำลังนั่งเฝ้าอยู่ ก็เรียนขึ้นว่า “ปู่ คุณหมอมา”

ท่านอาจารย์ ลืมตาขึ้นทันที แล้วถามด้วยเสียงค่อนข้างดังว่า “พ่อจ้าวเป็นยังไง?”

ผู้เขียนกราบเรียนว่า “ได้ข่าวว่า ค่อยยังชั่วขึ้นแล้ว”

สีหน้าท่านแสดงความโล่งใจ แล้วท่านก็หลับตานิ่งต่อไป ตลอดวันนั้น ท่านอาจารย์ แสดงอาการสงบนิ่ง สลับกับตื่นขึ้นเป็นพักๆ…….พอตื่นขึ้นทุกครั้ง ชีพจรเร็วกว่าปกติเล็กน้อย และอุณหภูมิกายสูงขึ้น ประมาณ 1 องศา(เซลเซียส) แล้วทั้งสองอย่างก็ลดลง……เป็นอย่างนี้เป็นระยะๆ ทีแรกผู้เขียนก็เป็นห่วง ไม่ทราบว่า ท่านอาจารย์เป็นไข้อะไร ? อุณหภูมิกาย จึงขึ้นเร็วลงเร็ว ภายหลังเอาคำถามท่านมาเทียบเข้า จึงเดาว่า “ท่านคงทราบมาโดยทางใดทางหนึ่งว่า พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงพระประชวรมาก จึงภาวนาจิต ส่งพลังไปช่วย”

การส่งพลังจิต คงจะต้องใช้พลังกายประกอบด้วย (เช่น ในการเพ่ง) ระหว่างนั้น(ระยะสงบหรือนิ่ง) ชีพจรจึงเร็ว และอุณหภูมิกายก็ขึ้น พอหยุดพักการเพ่ง หรือส่งพลังจิต ทั้งสองอย่างก็ลดลง

ท่านอาจารย์ คงตั้งใจตอบสนองพระมหากรุณาธิคุณอย่างเต็มที่ ด้วยความสามารถและพลังเฉพาะตัวของท่าน เหตุการณ์ที่เล่านี้ อาจจะเกี่ยวกับท่านอาจารย์เคยกล่าวว่า “จิตติดต่อกันอยู่เสมอ”กับล้นเกล้าฯทั้งสองพระองค์ก็ได้……..

ที่มา http://www.buddha-dhamma.com

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *