สัมพันธ์ ไทย-จีน ที่มีมายาวนานกว่าพันปี

ความสัมพันธ์ระหว่างไทย-จีนมีมายาวนานกว่าหนึ่งพันปี ชาวจีนเริ่มอพยพเข้ามาพำนักอาศัยในแผ่นดินที่เป็นประเทศไทยปัจจุบันตั้งแต่สมัยสุโขทัย จากบันทึกทางประวัติศาสตร์กล่าวว่า สมัยนั้น จีนได้มีการส่งคณะทูตมายังราชสำนักแห่งอาณาจักรสุโขทัย ขณะที่ราชสำนักแห่งอาณาจักรสุโขทัยมีการส่งคณะทูตไปเยือนจีนเช่นกัน

คนจีนที่เข้ามาเมืองไทย มักเป็นประชาชนที่อาศัยอยู่ตามเมืองชายทะเล เพราะเดินทางสะดวก ส่วนใหญ่จึงมาจากมณฑลทางใต้ของจีน เช่น กวางตุ้ง ไหหลำ ฮกเกี้ยน ชาวมณฑลกวางตุ้งยังแบ่งออกเป็นหลายกลุ่มตามเมืองและภาษา เช่น กวางโจว แต้จิ๋ว ซัวเถา และจีนแคะ เป็นต้น

คนเหล่านี้ส่วนใหญ่เข้ามาในเมืองไทยแบบ “เสื่อผืนหมอนใบ” หนีภัยธรรมชาติมาบ้าง หนีภัยสงครามบ้าง การทำมาหากินฝืดเคืองบ้าง มีพื้นที่ทำกินไม่เพียงพอ หรือครอบครัวมีลูกมาก ฐานะยากจนบ้าง

ชาวจีนที่อพยพมาเมืองไทยมี 5 กลุ่มใหญ่ คือจีนแต้จิ๋ว จีนฮกเกี้ยน จีนแคะ จีนไหหลำ และจีนกวางตุ้ง จีนไหหลำส่วนใหญ่ไปขึ้นบกที่พื้นที่ทางภาคใต้ของไทย จีนฮกเกี้ยนไปขึ้นบกที่สงขลา แล้วขึ้นเหนือไปพังงา ภูเก็ต หรือลงใต้ไปมาลยู ส่วนจีนแต้จิ๋วจะกระจายอยู่ทั่วไป เช่น จันทบุรี สงขลา หรือไม่ก็เข้ากรุงเทพฯ

จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ไทยกล่าวว่า ชาวจีนที่เดินทางมาไทยในสมัยอยุธยาส่วนใหญ่เป็นจีนฮกเกี้ยน แต่หลังสมัยอยุธยา จะมีชาวจีนแต้จิ๋วอพยพเข้ามาเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งในระยะหลังปี พ.ศ. 2310 เนื่องจากกลุ่มจีนแต้จิ๋วได้รับการสนับสนุน และได้รับสิทธิพิเศษบางประการ เพราะพระเจ้าตากสินทรงมีพระบิดาเป็นชาวแต้จิ๋ว และชาวแต้จิ๋วได้มีบทบาทในการสู้รบเพื่อกอบกู้เอกราชในครั้งนั้น

จีนแต้จิ๋วส่วนใหญ่จะอพยพมาทางเรือ และตั้งถิ่นฐานอยู่ในบริเวณทิศตะวันออกเฉียงใต้ของประเทศไทย เช่น ตราด จันทบุรี ชลบุรี ฉะเชิงเทรา รวมทั้งในกรุงเทพฯ ต่อมาภายหลังในตวรรษที่ 19 จึงขยับขยายออกไปตั้งถิ่นฐานใหม่ในพื้นที่อื่นๆ เช่นอุตรดิตถ์ นครสวรรค์ พิจิตร พิษณุโลก ตลอดจนสวรรคโลก เป็นต้น
ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยทำงานหลากหลาย เช่นกุลีรับจ้างขนของ ค้าขาย ทหาร รับราชการ หลายคนเติบโตในหน้าที่การงานจนเป็นใหญ่เป็นโตไปก็มาก ที่เป็นหญิงก็แต่งงานออกเรือนไปกับคนไทย สมัยสมเด็จพระเพทราชา แม้จะออกกฎหมายห้ามหญิงไทยมีสามีเป็นคนต่างชาติ แต่ก็ไม่ได้หมายถึงคนจีน

ในสมัยนั้น ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในเมืองไทยร่ำลือกันปากสู่ปากว่า บ้านเมืองนี้เหมาะแก่การตั้งถิ่นฐานบ้านช่อง ทั้งอาหารการกิน ดินฟ้าอากาศ โอกาสมีงานทำ ทรัพย์ในดินสินในน้ำก็ดีไปหมด และคนไทยใจกว้าง โอบอ้อมอารี ไม่กีดกันคนต่างชาติ โดยเฉพาะชาวจีน ถ้าอดทน อดกลั้น อดออม ขยันขันแข็งแล้ว ไม่มีวันอดตาย เสียงลืออย่างนี้เองที่นำชาวจีนเข้ามากลุ่มแล้วกลุ่มเล่า จนบัดนี้จึงมีชาวจีนโพ้นทะเลหรือชาวไทยเชื้อสายจีนหลายพันตระกูลแซ่

ชาวจีนที่อาศัยอยู่ในประเทศไทย ได้นำมาซึ่งความคิด วิถีชีวิต ศิลปะและความรู้ด้านต่างๆ ซึ่งช่วยเพิ่มสีสันและพลังความตื่นตัวให้กับสังคมไทย คนจีนส่วนใหญ่เป็นคนขยันขันแข็ง และ ตั้งใจทำงาน พัฒนาธุรกิจของตนเองให้รุ่งเรือง ส่วนคนไทยเองปฏิบัติต่อชาวจีนอย่างอบอุ่น และมีน้ำใสใจจริง โดยให้ชาวจีนมีสิทธิเท่าเทียมกับคนไทยในด้านต่าๆ เช่น การประกอบอาชีพ ค้าขาย ทำการเกษตรกรรม การต่อเรือและเดินเรือ นอกจากนี้ พ่อค้าชาวจีนยังได้รับสิทธิพิเศษในการเดินทางเข้าออกประเทศได้อย่างเสรี อันเป็นอภิสิทธิ์ที่พ่อค้าชาติอื่นๆ ไม่ได้รับ
ชาวจีนที่อพยพเข้ามาในไทยให้ความสำคัญกับการศึกษาอย่างมาก จากบันทึกทางประวัติศาสตร์ โรงเรียนจีนเอกชนแห่งแรก ก่อตั้งขึ้นในสมัยอยุธยา โดยผู้ก่อตั้งเป็นชาวจีนที่เห็นความสำคัญทางการศึกษา จึงตั้งโรงเรียนจีนเอกชนในชุมชนจีนหลายๆ แห่งขึ้น

ในพ.ศ. 2535 รัฐบาลไทยประกาศว่า ทุกๆโรงเรียนในประเทศไทย สามารถสอนภาษาจีนได้ เช่นเดียวกับภาษาอังกฤษ ฝรั่งเศส เยอรมัน ญี่ปุ่น และภาษาต่างชาติอื่นๆ หลังจากนั้นภาษาจีนกลางก็ได้กลายเป็นวิชาเลือกของหลักสูตรการศึกษาในชั้นประถม มัธยมและอุดมศึกษา รัฐบาลไทยอนุญาตให้มีการแต่งตั้ง และทำสัญญาว่าจ้างครูสอนภาษาจีนกลางซึ่งจบระดับปริญญาตรี หรือจบการศึกษาจากวิทยาลัยครูในสาธารณรัฐประชาชนจีนได้ มหาวิทยาลัยหลายแห่งเปิดสอนภาษาจีนให้บุคคลทั่วไป โดยถือเป็นบริการสำหรับชุมชน ภาษาจีนจึงเป็นที่นิยมอย่างกว้างขวาง โดยมีทั้งการสอนในภาคกลางวัน และภาคค่ำ กลายเป็นภาษาที่สองที่คนไทยนิยมเลือกเรียนอย่างมาก

ที่มาhttp://thai.cri.cn/247/2014/07/01/121s222538.htm

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *