เขาบู๊ตึ๊ง ตำนานแห่งวิทยายุทธอันลือลั่น

ภูเขาบู๊ตึงเดิมชื่อภูเขาไท่เหอ ตั้งอยู่ทางภาคเหนือของมณฑลหูเป่ยของจีน มีความยาวกว่า400กิโลเมตร ภูเขาบู๊ตึงเป็นเทือกเขาที่ประกอบด้วยภูเขาใหญ่น้อยต่างๆรวม 72 แห่ง จุดสูงสุดของภูเขาบู๊ตึงมีความสูง 1612 เมตร ภูเขาบู๊ตึงเป็นภูเขาที่มีชื่อเสียงโ่ด่งดังที่สุดทางศาสนาเต๋าของจีนนับแต่อดีต ที่นี่ก็เป็นสถานที่เหมาะสำหรับบำเพ็ญตบะในความใฝ่ฝันของบรรดาผู้คนที่ันับถือลัทธิเต๋า ศาสนาเต๋าของจีนถือการใฝ่หาความกลมกลืนระหว่างมนุษย์กับธรรมชาติืเป็นจุดมุ่งหมายสูงสุด ส่งเสริมให้ดำเนินชีวิตตามกฏเกณธรรมชาติ และถือการบรรลุความเป็นเซียนเป็นเป้าหมายของการบำเพ็ญตบะ

ภูเขาบู๊ตึงมีลักษณะสูงชะโงกเงื้อม สวยงามและเงียบสะงัด มีทัศนียภาพที่เปลี่ยนแปลงไปตามฤดูกาล ยาืมฤดูใบไม้ผลิมาถึง ก็จะมีดอกไม้บานสะพรั่งไปทั่วทั้งขุนเขา เมื่อถึงฤดูร้อน เมฆและหมอกจะลอยล่องไปบนฟากฟ้างามสดใสกระจ่างตา ในฤดูใบไม้ร่วง ป่าทั้งป่าพร้อมใจกันเปลี่ยนสีจากสีเขียวมาเป็นสีเหลืองอร่ามจนกระทั่งสีแดงงดงามสดุดตา ส่วนในฤดูหนาว ทั้งภูเขาประหนึ่งห่มคลุมไปด้วยอาภรณ์สีเงินงามสงบเยือกเย็นเสมือนเทวสถาน จึงเป็นสถานที่ที่บรรดานักลัทธิเต๋าทั้งหลายปราถนาที่จะไปบำเพ็ญตบะเพื่อบรรลุความเป็นเซียน เล่ากันว่า ในสมัยซีโจว เจินอู่ เจ้าชายของกษัตริย์แคว้นจิ้งเล่อได้ไปบำเพ็ญตบะ ณ ขุนเขาแห่งนี้จนตะบะแก่กล้าและได้กลายเป็นเซียนในที่สุด ชนรุ่นหลังจึงให้การยกย่องและนับถือท่านเป็นศาสดาแห่งลัทธิเต๋าในเวลาต่อมา นอกจากนี้ นักลัทธิเต๋าที่มีชื้อเสียงในประวัติศาสตร์หลายต่อหลายท่านก็ล้วนเคยไปบำเพ็ญตบะ ณ สถานที่แห่งนี้มาแล้วทั้งสิ้น ภูเขาบ๊ตึงจึงค่อยๆสั่งสมชื่อเสียงจนกลายมาเป็นภูเขาที่ขึ้นชื่อทางศาสนาเต๋า


เล่ากันว่า เจ้าชายเจินอู่ได้บำเพ็ญตบะที่ภูเขาบูีตึงมาเป็นเวลาหลายปีจนสามารถท่องคัมภีร์เต๋าได้ขึ้นใจ แต่ก็ยังไม่สามารถบรรลุเป้าหมายกลายเป็นเซียนได้สักที พระองค์เริ่มรู้สึกหดหู่ใจและท้อถอย ในที่สุดจึงตัดสินใจเสด็จลงจากเขากลับไปเป็นเจ้าชายเหมือนเดิม แต่เมื่อเดินไปถึงครึ่งทาง ได้ทอดพระเนตรเห็นหญิงชราคนหนึ่งกำลังฝนทั่งเหล็กอยู่ริมบ่อน้ำเจ้าชายเจินอู่รู้สึกแปลกใจจึงเดินเข้าไปถามสาเหตุ หญิงชราคนนั้นตอบว่า “ตั้งใจจะฝนทั่งเหล็กให้เป็นเข็ม” เจ้าชายเจินอู่ฟังแล้วอดขำในใจไม่ได้จึงพูดว่า “คุณยายครับ ฝนให้ตายทั่งก็คงไม่มีทางจะกลายเป็นเข็มไปได้หรอก อย่าเสียเวลาไปเปล่าๆเลย” แต่หญิงชราฟังแล้วก็ยังคงตั้งหน้าฝนทั่งเหล็กอย่างไม่รีบร้อนต่อไปตามความตั้งใจเดิมและพูดว่า “ขอแต่ให้มีความอดทน ก็สามารถฝนทั่งเหล็กให้กลายเป็นเข็มได้” เจ้าชายเจินอู่ได้สดับฟังแล้วก็ทรงรู้สึกเสมือนมีความสว่างวาบขึ้นในใจทันทีและทรงคิดว่า การบำเพ็ญตบะเพื่อบรรลุความเป็นเซียนนั้นก็ไม่ได้แตกต่างกับการฝนทั่งเหล็กให้กลายเป็นเข็มเลย เขาจึงตัดสินใจกลับขึ้นเขาไปบำเพ็ญตบะต่อไป ตั้งแต่นั้นมา เจ้าชายเจินอู่ก็ได้นั่งฝึกสมาธิอย่างเอาจริงเอาจังตั้งแต่เช้ายันค่ำ แม้กระทั่งมีนกบินไปทำรังบนพระเศียรก็ไม่เคยทำให้เสียสมาธิหรือขยับพระองค์เลยพระองค์ปฏิบัติสมาธิเช่นนั้นมานานถึง 42 ปี จนบำเพ็ญตบะสูงสุดได้กลายเป็นเซียนในที่สุด

ภูเขาบู๊ตึงยังได้ชื่อว่าเป็นขุมทรัพย์ทางวัฒนธรรมแห่งหนึ่งของจีน วัดเต๋าที่มีความใหญ่โตสง่างามมากมายหลายแห่งบนเขาบู๊ตึงนับเป็นสิ่งมหัศจรรย์หนึ่งในบรรดาผลงานสถาปัตยกรรมของโลก ราชวงศ์ถาง ราชวงศ์ซุ่ง ราชวงศ์หยวน ราชวงศ์หมิงและราชวงศ์ชิงของจีนล้วนเคยดำเนินการก่อสร้างที่นี่มาแล้วทั้งสิ้น สมัยราชวงศ์หมิงเป็นยุคที่ลัทธิเต๋ามีความเจิรญรุ่งโรจน์ที่สุด ภูเขาบู๊ตึงกลายมาเป็นศาสนสถานทางลัทธิเต๋าที่สำคัญที่สุดของจีน
อาคารก่อสร้างบนเขาที่เหลือตกทอดมาจนถึงปัจจุบันส่วนมากสร้างในสมัยราชวงศ์หมิง หนังสือประวัติศาสตร์บันทึกไว้ว่า กษัตริย์จูตี้แห่งราชวงศ์หมิงทรงนับถือศาสนาเต๋า หลังจากงานก่อสร้างพระราชวัง วัดบวงสรวงและอาคารก่อสร้างที่สำคัญต่างๆในกรุงปักกิ่งได้สร้างแล้วเสร็จ

พระองค์ก็ทรงมีพระราชโองการให้เกณฑ์แรงงานจำนวน 3 แสนคนให้เข้าไปประจำบนเขาบู๊ตึงเป็นเวลา13ปีเพื่อดำเนินการก่อสร้าง ได้สร้างหมู่อาคารก่อสร้างขนาดใหญ่โตจำนวน33แห่งบริเวณริมสองข้างทางจากเชิงเขาสู่ยอดเขาเป็นระยะทางกว่า70 กิโลเมตร อาคารก่อสร้างเหล่านี้อยู่บนพื้นที่ประมาณ 1 ล้าน 6 แสนตารางกิโลเมตร ซึ่งมีขนาดใหญ่กว่าพระราชวังถึงกว่า 1 เท่า ภูเขาบู๊ตึงจึงเป็นภูเขาแต่เพียงแห่่งเดียวในจีนที่ได้รับการออกแบบ ลงทุนและก่อสร้างโดยตรงจากพระราชสำนัก จึงมีความใหญ่โตและประญีตสวยงามมากที่สุดเมื่อเทียบกับภูเขาที่มีชื่อเสียงอื่นๆของจีน ทำให้ภูเขาบู๊ตึงมีคุณค่าทั้งทางศิลปะและประวัติศาสตร์ การออกแบบอาคารก่อสร้างบนเขาได้สะท้อนให้เห็นถึงความผสมผสานระหว่างพลังอำนาจการปกครองของสังคมศักดินาและพลังศรัทธาทางศาสนา และอาคารก่อสร้างต่างๆได้่่สร้างให้มีลักษณะเข้ากับธรรมชาติอย่างกลมกลืน เมื่อเดือนธันวาคมปีค.ศ.1994 คณะกรรมการมรดกทางวัฒนธรรมโลกของสหประชาชาติได้จัดให้ภูเขาบู๊ตึงเข้าอยู่ในรายชื่อมรดกทางวัฒนธรรมโลกภูเขาบู๊ตึงจึงกลายมาเป็นโบราณสถานระดับโลก

วิทยายุทธ์ของจีนมีประวัติสืบทอดมายาวนาน และแบ่งเป็นสำนักต่างๆมากมาย แต่ถ้าแบ่งตามวิธีการฝึกฝนและลีลาท่วงท่าแล้ว มักจะแบ่งเป็นสองสำนักคือสำนักใต้กับสำนักเหนือแหล่งกำเนิดของวิทยายุทธ์สำนักเหนืออยู่ที่วัดเซ่าหลินบนเขาซุงซาน สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางพุทธศาสนา จึงมีชื่อเรียกอีกชื่อหนึ่งว่า”สำนักเซ่าหลิน” ส่วนสำนักใต้นั้นเกิดที่ภูเขาบู๊ตึง สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ทางศาสนาเต๋า จึงเรียกในอีกชื่อหนึ่งว่า”สำนักบู๊ตึง” วิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึงเกี่ยวโยงกับศาสนาเต๋าอย่างลึกซึ้ง เมื่อใดที่นักลัทธิเต๋าบำเพ็ญตบะนั้นก็มักจะต้องฝึกวิทยายุทธ์ควบคู่กันไปด้วย วิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึงถือหลักในการบำรุงร่างกายและการป้องกันตนเองเป็นที่ตั้ง

สำนักบู๊ตึงกับสำนักเซ่าหลินถือว่าเป็นสำนักหลักสองสำนักของวิทยายุทธ์แห่งประชาชาติจีน
มีตำนานเล่าขานกันว่า จางซันเฟิง นักกลั่นยาอายุวัฒนะแห่งสำนักบู๊ตึงในสมัยราชวงศ์ซุ่งเหนือเป็นปฐมาจารย์ของวิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึง ขณะที่เขากำลังบำเพ็ญตบะบนเขาบู๊ตึงอยู่นั้นได้เห็นท่วงท่าการต่อสู้กันระหว่างนกกับงู ทำให้เขาเกิดความคิดที่จะสร้างศิลปะการต่อสู้บู๊ตึงขึ้น หลังจากผ่านการพัฒนามาหลายยุคสมัย วิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึงได้ค่อยๆมีสำนักย่อยต่างๆแตกแขนงออกไป รวมทั้งมวยไทเก๊ก มวยโบ๊ยกว่าะ ดาบไทเก๊ก หอกไทเก๊กและวิทยายุทธ์กำลังภายในต่างๆที่ฝึกเพื่อให้ร่างกายแข็งแรง ในที่สุด วิทยายุทธ์สำนักบู๊ตึงก็ได้ค่อยๆก้าวออกจากป่าลึกมาสู่เมืองและพัฒนาจนกลายมาเป็นสำนักสำคัญของวิืืทยายุทธ์แห่งประชาชาติจีน

ที่มา http://thai.cri.cn/1/2004/12/06/21@32463.htm

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *