รวมโอวาทธรรมคำสอนหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี วัดหินหมากเป้ง

มูลของศาสนาเบื้องต้นเกิดจากจิตจากใจ
จิตใจเป็นบ่อเกิดของพุทธศาสนา

โลกอันนี้เป็นของวุ่นวี่วุ่นวายแต่ไหนแต่ไรมา พระพุทธเจ้าเกิดขึ้นมาที่ใจ พุทธะเกิดที่ใจ
ใจมันเข้าถึงผู้รู้แล้ว ก็เข้าถึงพุทธะ พุทธะ คือผู้รู้ คือผู้เห็น เห็นเหตุเห็นผลเห็นเรื่องราวต่างๆ
เห็นสิ่งแวดล้อมเรื่องใจนั้น เช่น เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเกิดจากใจนั้น

เมื่อความโลภ ความโกรธ ความหลง มันเกิดขึ้นมาแล้ว
พระพุทธเจ้าก็เกิดขึ้นมาจากความโลภ ความโกรธ ความหลง
อันนั้นละ เห็นความโลภ ความโกรธ ความหลง
จึงค่อยเป็นพุทธะกิเลสมันเกิดจากนั้น ไม่ใช่เกิดที่อื่น

เราปฏิบัติฝึกหัดตามพระองค์ ครั้นไปเห็นเรื่องใจ คือบ่อเกิดแห่งพุทธศาสนา
คือคำสอนของพระพุทธเจ้า เราก็ละความโลภ ความโกรธ ความหลงได้ไม่มีอะไร
กิเลสทั้งหลาย อายตนะ ขันธ์ห้า ทั้งปวงหมด มันออกไปจากนั่นทั้งนั้น

ไม่มีใจแล้วไม่มีขันธ์ห้าที่จะต้องชำระหรอก
กิเลสทั้งหลายร้อยแปดพันประการมันเกิดจากใจอันเดียว
กิเลสมันเกิดที่ใจ พระพุทธเจ้าก็ชี้ลงที่ใจน่ะซี ที่พระองค์ทรงรู้ ก็รู้ที่ใจ

ครั้นรู้ใจแล้วก็รู้กิเลสทั้งปวงหมด ของพรรค์นั้นจะไปถืออะไรของภายนอกถือภูตผีปีศาจ
เชื่อมนต์คาถาอาคมทั้งปวง ครั้นถ้าเกิดจากใจแล้วมันจะไปถืออะไรนอกจากใจนั่น
จับเอาที่ใจนั่นให้มันแน่นแฟ้น มันก็รู้ขึ้นมาน่ะซี

ความอดทนเป็นตะปะอันยิ่งใหญ่ เพราะเหตุที่นิสัยจิตใจของคนมันมีต่างกัน ท่านจึงสอนให้มีความอดทน แต่อยู่ด้วยกันแล้วจงหาความดีต่อกัน ไม่อิจฉาพยาบาทไม่จองล้างจองผลาญ ไม่โกรธเกลียดกัน ไม่มีทิฏฐิมานะ มีอะไรก็ควรที่จะปรึกษาหารือเข้าหากันได้ การมุ่งหน้าเข้าหากันได้เป็นการดีมาก

คนในโลกอันนี้มันมีร้อยแปดพันประการดูแต่คอมมูนิสต์กับรัฐบาล ก็เคยฆ่าฟันกันตาย ฆ่าพระเจ้าพระสงฆ์ ถึงขนาดนั้นเขาก็ยังหันหน้าเข้าหากันได้ สิ่งใดที่ควรจะปรึกษาหารือกันก็ทำ มันเป็นประโยชน์ คอมมูนิสต์ก็เหมือนกันนั่นแหละ สิ่งที่ดีเป็นคุณเป็นประโยชน์ คอมมูนิสต์เขาก็เห็นดีด้วย เขาก็ยังอ่อนน้อมยอมเข้าเป็นพลเมืองดี อันนี้เราเป็นพระเป็นสงฆ์แท้ๆก็ควรจะปรึกษาหารือกัน หวังดีด้วยเจตนาอันดี

แต่ว่าการปรึกษาหารือกันอย่าเอาทิฏฐิมานะไปพูดกัน หวังความสงบเยือกเย็น หวังความดีความงาม ตั้งจิตเมตตาปรารถนาหวังดีแล้วจึงเข้าหากัน จึงค่อยพูดกันได้ ผู้น้อยผู้ใหญ่ก็พูดกันได้ อย่าเป็นการเอาฐานะข่มขี่และเหยียดหยามกัน ผู้ใหญ่พูดกับผู้น้อยก็อย่าเป็นการเหยียดหยามดูถูก

คนต้องมีทิฏฐิด้วยกันทั้งหมดนั่นแหละ เรามาปฏิบัติมาละทิฏฐิ แต่ว่ามันไม่ละหรอก ทิฏฐิมันก็มีอยู่ทุกคนๆนั่นแหละ ล้วนแต่มากมาย การเอาทิฏฐิใส่กันแล้วมันไม่มีที่สิ้นสุด มันต้องละด้วยกัน ครั้นหากเรามีทิฏฐิแข็งกระด้าง คนอื่นเขาก็แข็งกระด้างเท่ากัน แข็งต่อแข็งใส่กันก็แตกหักน่ะซี ครั้นยอมลดยอมละทิฏฐิมานะคนหนึ่งเสีย ยอมด้านหนึ่งเสีย อีกด้านหนึ่งมันก็อาจจะลดละลงไปได้

จึงว่าศาสนานี้สอนเพื่อความปรองดองสามัคคีเป็นพื้น
เรามาอยู่ในศาสนาของพระพุทธเจ้า
แล้วไม่ปฏิบัติตามคำสอนของพระพุทธเจ้ามันก็ใช้ไม่ได้

มรณสติ คือ ระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์เป็นกัมมัฏฐานชั้นสูงสุด
เพราะว่าเมื่อระลึกถึงความตายเป็นอารมณ์แล้ว
จิตก็จะสลดสังเวชถอนจากอารมณ์อื่นๆ
ความตายเป็นการดำเนินถึงที่สุดของชีวิตคนเราเมื่อเป็นเช่นนี้
แล้วยังจะมีอะไรเหลืออยู่อีก
นอกจากความตายแล้วไม่มีอะไรเหลืออยู่อีก
นอกจากความตายแล้วไม่มีอะไร
สิ่งทั้งปวงที่เกี่ยวข้องพัวพันอยู่นี้ล้วนแล้วแต่เป็นของทิ้งทั้งหมด
ถึงไม่อยากทิ้งมันก็ต้องละไปโดยปริยาย
เราตายแล้วมันก็ทอดทิ้งลงทันที จึงว่ามรณสตินั้นเป็นยอดของกัมมัฏฐาน
ใครจะพิจารณาอะไรๆ ก็ตามเถิด
ถ้าหากพิจารณามรณสติแล้ว จิตยังไม่รวมลงไปได้
ยังไม่เกิดสลดสังเวช ยังไม่ละ ยังไม่ถอน
ก็หมดกัมมัฏฐาน ไม่มีอะไรเหลือแล้ว

มรณสตินี้ พระพุทธเจ้าทรงถามภิกษุทั้งหลายว่า
ภิกษุทั้งหลายเธอพิจารณามรณสติอย่างไร
ภิกษุบางองค์กราบทูลว่า ข้าพระองค์พิจารณามรณสติแล้ว
กลัวว่าชีวิตจะไม่ข้ามวันข้ามคืนไปได้
กลัวจะตายก่อนไม่ทันฉันบิณฑบาต
บางองค์พิจารณาขณะฉันอยู่ ก็กลัวว่าจะตายก่อนฉันไม่ทันเสร็จ
แม้ถึงอย่างนั้นพระองค์ยังตรัสว่าประมาทอยู่

เมื่อผู้ใดพิจารณาความตายอยู่ทุกลมหายใจเข้าออกนั้น จึงจะเป็นผู้ไม่ประมาท
หายใจเข้าแล้วไม่หายใจออกก็ตาย หายใจออกแล้วไม่หายใจเข้าก็ตาย
เป็นอยู่อย่างนี้เรียกว่า เป็นผู้ไม่ประมาท

วันหนึ่งๆ เราคิดถึงความตายสักกี่ครั้ง
วัน เดือน ปี ล่วงไปๆ ไม่เคยนึกถึงความตายสักทีเลยก็มี จึงว่าเป็นผู้ประมาท
ความประมาท คือ ความเลินเล่อเผลอสติ ไม่มีสติในตัว
ความประมาทจะพาไปถึงไหน ความประมาท คือ หนทานแห่งความตาย
คำว่า “ทางแห่งความตาย” นั้นยังไม่ทันตายหรอก
แต่ผู้ประมาทได้ชื่อว่าตายแล้ว เพราะการไม่มีสติก็เหมือนกับคนตาย

ความไม่ประมาท คือมีสติอยู่ทุกเมื่อ ทุกอิริยาบถ
ยืน เดิน นั่ง นอน นั่นทางแห่งความไม่ตาย
ที่มีสติ สติรู้ตัวอยู่ทุกเมื่อทุกขณะนั่นแหละ เรียกว่า เป็นผู้ไม่ตาย

เราตายตั้งแต่เกิดมา มันเปลี่ยนสภาพไปเรื่อยๆ
เรียกว่าตายเป็นเด็กเป็นเล็ก เป็นหนุ่มเป็นสาว
จนกระทั่งอายุ 40-50 ปี แก่เฒ่าชรา
มันเปลี่ยนสภาพไปโดยลำดับ จนกระทั่งตาย
ส่วนด้านจิตใจก็ห่วงนั่นห่วงนี่พัวพันเกี่ยวข้องอะไรต่างๆ เอาไว้
มันไม่อยู่คงที่ ทิ้งอารมณ์นี้แล้วไปจับอารมณ์อื่นต่อไป นั่นก็เรียกว่า ตายเหมือนกัน
ตายจากอารมณ์หนึ่งไปสู่อารมณ์อื่น นั่นแหละความตายโดยยังไม่ทันตายแท้จริง

ให้พิจารณาความตายโดยปริยายเสียก่อน
เมื่อความตายจริงๆ มาถึงมันมีอีกอย่างหนึ่ง
การตายไม่ใช่ตายง่ายๆ ทีเดียวอย่างเรานึกคิด
บางทีเส้นโลหิตแตกแล้วตายก็มีหัวใจวายตายก็มี
ตายเร็วๆ อันนั้นไม่ต้องทรมานทรกรรม
อันที่ตายทรมานนั้นยังมีมากกว่านั้นอีก
ความเจ็บป่วยมีอาการตั้งนานๆ ปี บางทีเป็นอัมพาตขยับไม่ได้
จนกระทั่งมือเท้าอะไรก็ยกไม่ได้ จะกินจะถ่ายก็มีคนป้อนคนพยุง
อันนั้นเรียกว่า มัจจุราชมันให้ให้มาผจญเสียก่อน

ธรรมดาเข้าตีข้าศึก เขาต้องตีปีกซ้ายปีกขวา
ตัดทางลำเลียงอาวุธและอาหารเสียก่อน ทำลายทีละเล็กทีละน้อย
ยังเหลือแต่กองทัพใหญ่จึงค่อยบุกเข้าตีทีเดียว
อันนี้มัจจุราชมาผจญก็เหมือนกัน
แขนหัก แข้งขาขาดไป ตายไปเป็นชิ้นส่วนเสียก่อน
บางทีเจ็บหัว ปวดท้อง บางทีลำไส้อักเสบ โรคภัยไข้เจ็บสารพัดทุกอย่าง
จะต้องทรมานทรกรรม นั่งนอนอยู่กับที่ไม่สามารถพลิกตัวได้
แต่ใจยังไม่ทันแตกดับ เป็นการทรมานอย่างแสนสาหัส
เพราะว่าเราไม่ได้เปลี่ยนอิริยาบถ
ถึงแม้จะเคยทำความพากเพียรภาวนามามากเท่าไรก็ตามเถิด
พอถึงตรงนั้นแล้ว มันยากที่สุดที่จะดำรงสติให้อยู่ในตัวของเราได้
ที่ท่านว่ามรณสติให้ระลึกถึงความตาย คือให้ตั้งสติไว้ตรงนั้นเอง

แท้ที่จริงความตายนั้นไม่เท่าไรหรอก
ก่อนที่จะตายนั่นซีมันสำคัญ จะตั้งสติรักษาจิตด้วยอาการอย่างไรให้มันคงที่
จะไม่ให้หวั่นไหว ตรงนั้นมันสำคัญที่สุด

การเจ็บ ปวดเล็กๆ น้อยๆ ที่บังเกิดขึ้นในตัวของเรานั้น
ต้องหัดพิจารณาความตายว่า
มันจะต้องมีมาอย่างนี้ๆ เดี๋ยวนี้มันยังไม่ทันเป็นจริง
เมื่อมันเป็นจริงขึ้นมาแล้ว ทุกด้านทุกทางมันจะเสื่อมโทรมลงไปหมด
ตาก็ไม่เห็นหนทางหูก็ไม่ได้ยินเสียง เนื้อกายนี้ไม่รู้สึกตัว
แต่ยังมีใจอยู่ความวุ่นวาย ความเดือดร้อน กระสับกระส่ายจะต้องมีอยู่

คนเราเมื่อจะถึงที่สุดเวลาจะตายจริงๆ มันต้องตัดหมดทุกสิ่งทุกอย่าง
แม้แต่สติที่เรารักษาไว้ดีแล้วก็จะไม่ปรากฏ
มันจะปรากฏแต่ กรรมนิมิต คตินิมิต จะไปเกิดใน “สุคติ” หรือ “ทุคติ”
ต้องมีกรรมนิมิตปรากฏไปตามกรรม เช่น ฆ่าสัตว์ ลักทรัพย์
ประพฤติผิดมิจฉาจาร เป็นต้น นี้เรียกว่า “กรรมชั่ว”

กรรมนิมิต นั้น คือเห็นสัตว์ที่เราเคยฆ่า
เห็นด้วยใจสัตว์นั้นมาไล่ชนหรือรุมล้อมทำร้ายเราให้เจ็บปวดร้องครวญคราง
จนปรากฏเสียงออกมาให้คนทั้งหลายได้ยินก็มี
เหมือนกับที่เราได้ทำเขาเมื่อยังมีชีวิตอยู่

คตินิมิตในทางที่ชั่วนั้น เช่น ปรากฏเห็นด้วยใจว่าผู้ที่ทำบาปเช่นเดียวกันกับเรานั้น
ตายไปแล้วได้ทนทุกข์ทรมานด้วยอาการต่างๆ
เช่น เห็นร่างกายของเขามีแต่โครงกระดูก หาเนื้อหนังมิได้
คนไหนมีเนื้อหนัง คนอื่นสัตว์อื่นก็มาเฉือนเนื้อหนังเอาไปบริโภคกินหมด ดังนี้เป็นต้น
แต่ตัวยังไม่ตาย เมื่อคตินั้นมาปรากฏเห็นเฉพาะตนแล้ว
ก็กลัวแสนกลัวหาที่สุดมิได้ กลัวตนจะไปเป็นอย่างผู้นั้น
แล้วแน่ในใจที่สุดว่า ตนจะต้องไปเป็นอย่างนั้นโดยเหตุมีอันบันดาลให้เป็นไปอย่างนั้น

กรรมนิมิต คตินิมิต ของความดีนั้นตรงกันข้าม
บุคคลผู้ทำความดีไว้ในเมื่อมีชีวิตอยู่เป็นต้นว่า
เคยได้ไปทอดผ้าป่ามหากฐิน และสิ่งอื่นๆ อะไรก็ตาม
เมื่อจวนจะตายไม่มีสติแล้ว
กรรมนิมิตและคตินิมิตจะมาปรากฏเช่นเดียวกับกรรมชั่ว
แต่กรรมดีมันให้เพลิดเพลินเจริญใจ เป็นต้นว่า
ไทยทานที่ตนทำไปแล้วเมื่อยังมีชีวิตอยู่
แม้มีปริมาณเล็กน้อย แต่มีกรรมนิมิต คตินิมิต ที่ปรากฏเห็นเป็นของมาก
มากจนเหลือที่เราจะพรรณนาได้ครบถ้วนเมื่อเห็นนั้นแล้วก็อยากได้
แล้วก็มีหวังจะได้ในวันหนึ่งข้างหน้า โดยมีสิ่งบันดาลให้ได้จริงๆ

บางคนบอกว่า เมื่อเราจะตายต้องรักษาสติไว้ ไม่คิดถึงกรรมชั่ว
ความข้อนั้นเป็นความประมาทของเขาเองเขาคิดเดาเอาเฉยๆ
มันจะรักษาได้อย่างไรในเมื่อมันไม่มีสติ
มีกรรมนิมิต เป็นเครื่องชักจูงให้เป็นไปเอง
ในการที่ปล่อยให้เป็นเอง ไม่สามารถจะกลับคืนมาแก้ตัวอีกได้ฉะนั้น
ทำเสียเดี๋ยวนี้ตั้งแต่เป็นมนุษย์อยู่ และเมื่อถึงคราวจะตายนั้นแล้ว มันเป็นเองหรอก
ทำดีมาก ทำชั่วมาก มันก็เป็นไปตามเรื่องที่ทำเอาไว้
มันเป็นเอง เกิดเองของมันต่างหาก

คนเราตายจริงๆ เมื่อไม่มีลมแล้ว แต่ลมกับใจมันคนละอันกัน
ที่แพทย์เรียกว่า “โคม่า” นั้น มันถึงที่สุดของชีวิตในตอนนั้นแล้ว
แต่ยังไม่สิ้นไปที่เกิดของลมในทางศาสนา
ท่านกล่าวไว้ว่า ลมเกิดจากสวาบ คือ กะบังลม กะบังลมมันวูบๆ วาบๆ อยู่อย่างนั้น
มันเป็นเหตุให้เกิดลม มันทำให้เกิดความอบอุ่น
เมื่อมันมีความอบอุ่นมันก็ไหวตัววูบๆ วาบๆ
เมื่อลมยังมีอยู่ แต่จิตมันจากร่างไปแล้ว มันจะไปเกิดที่ไหนก็เป็นไปแล้ว
ไปพร้อมด้วยกรรมนิมิต คตินิมิตนั้น ไม่มีหลงเหลืออยู่อีก มีแต่ร่าง

ถ้าไม่มีกรรมนิมิต คตินิมิต บางทีมันฟื้นขึ้นมาอีกเพราะลมยังไม่หมด
วิทยาศาสตร์สมัยใหม่เขาเอาออกซิเจนเข้าช่วย
ออกซิเจนก็ช่วยได้แต่ลมเท่านั้น
แต่จิตมันเคลื่อนแล้ว มันจะไปไหนมันก็ไปตามเรื่องของมัน

เรื่องมรณสติเป็นของสำคัญที่สุด เพราะเราทุกคนยังไม่เคยตาย เป็นแต่อนุมานเอา
เมื่อพิจารณาแล้วเกิดความสลดสังเวช
จิตมันก็แน่วแน่อยู่ในที่เดียวนั่นแหละ จึงให้พิจารณามรณสติจะได้ประโยชน์
เห็นชัดตามความเป็นจริง หัดให้มันชำนิชำนาญ
แต่ถึงขนาดนั้นแล้ว เวลาจะตายจริงๆ ไม่ทราบว่าจะตั้งสติให้มั่นคงได้หรือเปล่า

ในภาพอาจจะมี 1 คน, กำลังนั่ง

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *