หลวงปู่สมชาย มรณภาพแล้วฟื้น เตือนทุกคนทำบุญให้น้อมจิต มิฉะนั้นผลบุญจะมีน้อย

“ไม่มีกำหนดหมายเรื่องความตายว่า เราจะตายวันใด พญามัจจุราชหรือเสนาแห่งความตาย ไล่ตามติดเราทุกขณะ ไม่เลือกวัน ไม่เลือกเวลา ไม่ว่าแก่หรือหนุ่ม ย่อมตายได้กันทั้งนั้น เพราะพญามัจจุราชตามติดอยู่ การสร้างความดีให้รีบ พระพุทธเจ้าสอนไว้อย่างนั้น อาตมารู้สึกเสียใจมากตอนที่สลบไปสมัยนั้น เพราะความดีมีน้อย” (คำเทศน์หลวงปู่สมชายหลังฟื้นจากความตาย)

เมื่อถึงวันครบรอบมรณภาพของพระวิสุทธิญาณเณร หรือ หลวงปู่สมชาย วันที่ 18 มิถุนายน ผู้ก่อตั้งวัดเขาสุกิมจังหวัดจันทบุรี ข้าพเจ้าไปทำข่าวที่วัดนี้เสมอ มีพระเถระฝ่ายวิปัสสนา และญาติโยมที่ศรัทธาหลวงปู่ฯ ไปร่วมงานเป็นจำนวนมาก โดยเฉพาะพระป่าสาย หลวงปู่มั่น เพราะหลวงปู่ฯ ท่านเป็นลูกศิษย์ของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หัวหน้าพระสายกรรมฐาน หลวงปู่สมชายเป็นพระสุปฏิปันโนที่ญาติโยมให้ความเคารพศรัทธา ตั้งแต่ท่านมีชีวิตอยู่จนกระทั่งท่านมรณภาพไปแล้ว ความศรัทธาจากญาติโยมก็ยังไม่เสื่อมคลาย

อย่างไรก็ตาม หลังจากที่หลวงปู่สมชาย มรณภาพแล้วฟื้น ท่านได้เล่า ให้ญาติโยมที่มาฟังธรรมว่า ตอนสลบไปนั้นอาตมาไปอยู่บนสวรรค์ แต่ยังไม่รู้ว่าตัวเองตาย เพราะว่าระหว่างที่ความทุกขเวทนามันบีบคั้นอยู่กระวนกระวายที่สุด ไม่รู้จะเอาใจไปไว้ตรงไหนทั้งที่เราก็มีสมาธิอยู่ พยายามประคองท้อง มันเหมือนมีหินก้อนหนักมาทับที่ท้อง ท้องยุบลงๆ ไส้หมุนตัวอัดขึ้นมาถึงคอหอย ความเจ็บปวดไม่มีอะไรเทียบได้เลย สักประเดี๋ยวมันสะอึก อึก อึก รู้สึกว่าความทุกขเวทนามันหลุด ก็ไม่มีทุกข์

คราวนี้แปลกใจ เอ๊ะ! เราหายได้อย่างไร จึงลุกขึ้นนั่งทันที ก็คิดว่าทำไมแค่สะอึกมันจึงหาย หายได้อย่างไร ทั้งที่กินอะไรไม่ได้เลย แปดวันแปดคืน กินอะไรไม่ได้อาเจียนอย่างเดียว แล้วบทจะหายกลับหายแบบไม่มีเหตุมีผล จึงคิดว่าเดี๋ยวไปเยี่ยมเณรดีกว่า จึงได้เดินลุกไป เณรที่ไปบำเพ็ญมาด้วยกัน เขาป่วย ก็ได้แต่ยืนมองเณร มองเห็นสามเณรนอนหายใจตามปกติ กะว่าจะก้มไปแตะตัวเณร ครั้นคิดได้ว่าถ้าเราไปแตะตัว อาจทำให้เขาตื่นขึ้นมา แต่ก็ยังอยากจับชีพจรว่าเต้นปกติหรือเปล่า เอ้! ถ้าจับแล้วเณรตกใจจะทำอย่างไร จึงคิดว่าพรุ่งนี้จะถวายอาหารเณร จะเป็นหมอประจำเณร จะพยาบาลให้เณรจนกว่าจะหาย คิดไปคิดมากลับดีกว่า เดินกลับกุฏิ

หมาตัวหนึ่งมันเห็นอาตมา ทุกครั้งที่เจอมันจะวิ่งเข้าหา แต่คราวนี้ มันเห็นอาตมาแล้ววิ่งหนีเลย อาตมาเดินตามเจ้าหมาตัวนั้นวิ่งหางจุดตูด รู้สึกแปลกใจ อาตมาคิดว่าเดี๋ยวเราเดินไปมันคงวิ่งตามมาเอง เดินไปมันก็ไม่วิ่งตาม พอเดินไปถึงศาลาใหญ่ได้ยินอาจารย์กำลังพูดสรรเสริญถึงอาตมาว่า “คุณสมชายนี่เราชอบสนทนาธรรมะด้วย เพราะฟังแล้วเข้าใจ มีความพยายามสูง ถ้าเขาไม่ตายก่อนเขาต้องได้ของดี เพราะเขาพยายามเหลือเกินไม่หลับไม่นอน เธอสั่งว่า ถ้าตายให้ฝังไม่ต้องเผา ไม่ต้องการให้เป็นภาระของพระสงฆ์” นึกขึ้นได้ว่าเราแอบฟังเขาคุยกันมันเป็นอาบัติ จึงเดินหนีไปที่กุฏิ มองเห็นตัวเองนอนอ้าปากตาเหลือก เห็นคนสวมชุดขาวเดินเข้ามาสองคน เขาบอกว่า เดี๋ยวจะพาไปบ้าน จึงถามเขาว่า ช่วยบอกก่อนว่าทำไมเรามี 2 คน คนที่ยืนอยู่และที่นอน หากสิ้นสงสัยแล้วจะไปด้วย เขาบอกว่าแน่นะ ปรากฏว่าเขาพาเหาะไป เห็นสถานที่แห่งหนึ่ง คล้ายเมืองมนุษย์ มีต้นไม้ใบไม้กิ่งสูง ยาว เป็นสีทอง เห็นบ้านตัวเองหลังแรกของเทพเจ้า แต่ถ้าเทียบกับเมืองมนุษย์แล้วคือบ้านของขอทานนั่นเอง

อาตมาถามว่าบ้านฉันใครสร้างทำไมฉันไม่รู้ ชายคนนั้นได้ตอบว่า ท่านรู้ไหมว่าที่นี่คือโลกทิพย์ สิ่งที่เกิดขึ้นที่นี่ ไม่มีใครสร้าง แต่เกิดจากอานิสงส์ที่ได้สร้างไว้ในโลกมนุษย์ พอเขาพูดเช่นนี้ จึงทำให้นึกขึ้นได้ว่า เอ๊ะ! เราตายแล้วหรือ เขาไม่อธิบายแต่พาไปเลย ทำให้สิ้นสงสัย รู้ว่าเราตายแล้ว คราวนี้เริ่มเสียใจ ร้องไห้ตลอด เพราะมองถึงความเป็นอยู่ของเราแย่ ยิ่งเห็นสภาพความเป็นอยู่ที่ดีของคนอื่น แปลกใจว่าทำไมอานิสงส์ของเรามันช่างน้อยนัก อาตมาเป็นคนขยัน ทั้งยังเคยสร้างโบสถ์ สร้างวิหารหลายหลัง บริจาคด้านอื่นๆ อีกมากมาย จึงทวงเขาว่าทำอะไรไว้มาก ทำไมไม่เห็นมีอานิสงส์เลย จึงได้ถามเทพเจ้าเหล่านั้นว่า เหตุใดจึงมีเพียงแค่ 2 หลังเท่านั้น เขาได้ตอบกลับมาว่า ท่านสักแต่ว่าทำโดยที่ไม่มีจิตใจน้อมลงเพื่อบุญกุศล ทำมากเท่าไรก็ไม่มีอานิสงส์ ถึงมีบ้าง ก็ยากเต็มที เหมือนโยนเข็มลงมหาสมุทร แต่สมัยหนึ่งเมื่อปี พ.ศ.2489 อาตมา จำพรรษาอยู่กับหลวงปู่ฝั้น อาจาโร ณ วัดป่าภูธรพิทักษ์ จังหวัดสกลนคร คราวนั้นอาตมาตั้งใจสวดปาฏิโมกข์ สวดได้ดีมาก และน้อมใจในการสวดจริงๆ จึงได้เกิดปราสาทหลังหนึ่งเป็นอานิสงส์ตอบสนอง

อาตมาจึงได้ตั้งใจอธิษฐานว่า ขอให้เทพเจ้าเชื่อข้าพเจ้าเถอะว่า ถ้าข้าพเจ้ากลับไปเมืองมนุษย์อีกครั้ง คราวนี้จะสร้างความดีอย่างที่สุด ขอแก้ตัวอีกสักครั้งเถอะ เท่านั้นแหละยกมือกันพรึ่บ สาธุ อาตมาขนลุกซ่าเลย ดีใจเหลือเกิน เขาพากลับมายังโลกมนุษย์ เข้าไปยังกุฏิตัวเอง เห็นตัวเองอ้าปาก ตาเหลือกเหมือนเดิม เขาบอกให้เราหลับตา จึงเข้าร่างได้ คราวนี้ตาเริ่มกะพริบได้ ลุกได้แต่ขายังแข็งอยู่ พออาตมาฟื้นขึ้นมา อาตมามรณานุสติขึ้นสมอง จนคนหาว่าอาตมาบ้าบุญ ช่างมัน อาตมาถือคติว่าบุญที่ไหนจะบุกเข้า บาปที่ไหนจะวิ่งหนี เพราะชีวิตคนเราเหมือนนักโทษที่รอวันประหาร ทุกคนเกิดมาต้องตาย จะช้าหรือเร็ว ก็ต้องตายทุกคน รีบทำความดีนะญาติโยม เพราะบุญเท่านั้น ที่จะเป็นเสบียงติดตามเราไปให้ในทุกภพทุกชาติ และที่สำคัญโลกหน้ามีจริง อย่ามัวลังเลสงสัยกันอยู่เลย…ขอบคุณข้อมูลจากวัดเขาสุกิม

อ่านต่อได้ที่ : http://www.ryt9.com/s/bmnd/2314533

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *