เผย “ในหลวง ร.๙” เสด็จสนทนาธรรม “หลวงปู่ดูลย์” พระอริยสงฆ์แห่งอีสานใต้จวบจนละสังขาร

เผย “ในหลวง ร.๙” เสด็จสนทนาธรรม “หลวงปู่ดูลย์” พระอริยสงฆ์แห่งอีสานใต้จวบจนละสังขาร
พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จทรงเยี่ยมนมัสการและทรงสนทนาธรรม พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) พระอาริยสงฆ์แห่งแดนอีสานใต้ ที่วัดบูรพาราม พระอารามหลวง จ.สุรินทร์ ครั้งแรกเมื่อปี 2522

สุรินทร์-“หลวงปู่โพธิ์” พระสายกัมมัฏฐาน เจ้าอาวาสวัดพระอารามหลวง สุรินทร์ เผยความประทับใจปลาบปลื้ม “ในหลวง ร.๙” เสด็จทรงเยี่ยมนมัสการ และทรงสนทนาธรรมกับ “หลวงปู่ดูลย์ อตุโล” พระอริยสงฆ์แห่งแดนอีสานใต้หลายครั้ง จวบจนหลวงปู่ละสังขาร ปี 2526 รวมอายุ 96 ปี และครั้งสุดท้ายเสด็จพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ ในปี 2528 เมื่อ 31 ปีก่อน ชี้ “ในหลวง” ทรงซาบซึ้งแตกฉานทั้งทางโลก และทางธรรม

วันนี้ (26 ต.ค.) ที่วัดบูรพาราม พระอารามหลวงเฉลิมพระเกียรติ ต.ในเมือง อ.เมือง จ.สุรินทร์ พระราชวรคุณ (หลวงปู่โพธิ์) เจ้าอาวาสวัดบูรพาราม พระอารามหลวง เฉลิมพระเกียรติ อดีตพระเลขา พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) และอดีตเจ้าคณะจังหวัดสุรินทร์ฝ่ายธรรมยุตนิกาย เล่าว่า เมื่อครั้งวันที่ 18 ธันวาคม 2522 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ สมเด็จพระบรมโอรสาธิราช เจ้าฟ้ามหาวชิราลงกรณ สยามมกุฎราชกุมาร สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ เจ้าฟ้าจุฬาภรณวลัยลักษณ์ อัครราชกุมารี พระเจ้าวรวงศ์เธอพระองค์เจ้าโสมสวลี พระวรชายา พระยศในขณะนั้น และพระเจ้าหลานเธอ พระองค์เจ้าพัชรกิติยาภา มายังวัดบูรพาราม อ.เมือง จ.สุรินทร์ เพื่อทรงเยี่ยม และนมัสการ หลวงปู่ดูลย์ เป็นการส่วนพระองค์

หลังจากมีพระราชปฏิสันถารถึงสุขภาพพลานามัยของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงอาราธนาให้หลวงปู่แสดงพระธรรมเทศนา และทรงบันทึกเทปไว้ด้วย เมื่อหลวงปู่แสดงพระธรรมเทศนาย่อๆ ถวายจบแล้ว พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ทรงสนทนาธรรมข้ออื่นๆ พอสมควรแก่เวลา แล้วทรงถวายจตุปัจจัยแก่หลวงปู่ แล้วเสด็จพระราชดำเนินกลับ

โดยในครั้งนั้น สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จมาก่อน จากนั้นไม่นาน พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ก็เสด็จตามมา และทรงสนทนาธรรมต่างๆ แล้ว ทรงถามเรื่องการสละกิเลส หลวงปู่ดูลย์ท่านถวายวิสัชนา ว่า กิเลสเกิดขึ้นที่จิต กิเลสใดเกิดขึ้นมาก่อนให้ละข้อนั้นก่อน จากนั้นได้สนทนาธรรมในเรื่องต่างๆ จนกระทั่งก่อนเสด็จกลับ ได้ดำริกับหลวงปู่ให้หลวงปู่ดำรงขรรค์อยู่เป็นเวลานานนับร้อยๆ ปี เพื่อประโยชน์สุขของพลเมือง หลวงปู่ตอบไปว่า แล้วแต่สังขาร ก็เป็นไปตามธรรมดา

ขณะนั้นพสกนิกรที่ทราบข่าวพระเจ้าอยู่หัวเสด็จมาต่างแตกตื่น เดินทางมาที่วัดเป็นจำนวนมาก เพราะการเสด็จในครั้งนั้นเป็นการเสด็จส่วนพระองค์

ต่อมา ครั้งที่ 2 สมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงเยี่ยม หลวงปู่ดูลย์ เมื่อครั้งหลวงปู่อาพาธ เข้ารับรักษาที่โรงพยาบาลจุฬาฯ กรุงเทพมหานคร ในวันที่ 5 มีนาคม 2526 เวลา 19.45 น. สมเด็จพระนางเจ้าฯ ทรงสนพระทัยไต่ถามอาการของหลวงปู่ด้วยพระปริวิตก เกรงว่า หลวงปู่จะไม่ปลอดภัย เมื่อทรงทราบว่า หลวงปู่มีอาการดีขึ้นมากแล้ว ทรงคลายความเป็นห่วง ทรงสนทนากับหลวงปู่พอสมควรแก่เวลา ทรงถวายจตุปัจจัยไทยทานแก่หลวงปู่ และพระภิกษุสามเณร ตลอดจนศิษย์ที่อยู่รักษาพยาบาลโดยทั่วกันแล้ว จึงเสด็จกลับในเวลา 20.30 น. รวมเวลาเสด็จเยี่ยมทั้งหมด 45 นาที

จากนั้น เมื่อวันที่ 12 มีนาคม 2526 พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพระราชดำเนิน พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ ทางเยี่ยมนมัสการ หลวงปู่ดูลย์ และทรงสนทนาธรรม

และครั้งสุดท้าย พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช เสด็จพร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ และพระบรมนุวงศานุวงศ์มาพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่ดูลย์ ที่บริเวณวนอุทยานเขาสวาย ต.นาบัว อ.เมือง จ.สุรินทร์ เมื่อวันที่ 8 กรกฎาคม 2528 หลังหลวงปู่ดูลย์ ละสังขาร เมื่อวันที่ 30 ตุลาคม 2526 รวมอายุ 96 ปี พรรษา 74

หลวงปู่โพธิ์ กล่าวอีกว่า พระบาทสมเด็จพระปรมินทรมหาภูมิพลอดุลยเดช ท่านทรงกราบไหว้พระอริยสงฆ์ในหลายพื้นที่ พระองค์ทรงสนพระทัยในเรื่องธรรมปฏิบัติ และเสด็จกราบไหว้ครูบาอาจารย์ฝ่ายกัมมัฏฐานผู้มีความละเอียดอ่อนในกระแสธรรมหลายรูป แสดงถึงตลอดพระชนมชีพพระองค์ท่านมีความซาบซึ้งในคุณธรรม หรือในกระแสธรรมต่างๆ จากพระดำรัส ณ ที่ใดที่หนึ่ง เหมือนนพรัตน์ที่เจียระไนเสร็จแล้ว มีคุณค่าแก่การเชื่อถือ และปฏิบัติตามเป็นอย่างยิ่ง เพราะฉะนั้น พระองค์จึงเป็นผู้แตกฉานทั้งฝ่ายปริยัติปฏิบัติ หรือข้ออรรถข้อธรรม เข้าใจหลักลึกซึ้งอย่างแท้จริง จากการที่ทรงสนพระทัย หรือฟังครูบาอาจารย์มาตลอดตามเวลาที่พระองค์ทรงพระชนม์อยู่ ซึ่งเรายอมรับว่าพระองค์ทรงซาบซึ้ง แตกฉานทั้งทางโลก และทางธรรม หรือทางปริยัติปฏิบัติเป็นอย่างยิ่งหาได้ยาก

สำหรับ พระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล) กำเนิด ณ บ้านปราสาท ต.เฉนียง อ.เมือง จ.สุรินทร์ เมื่อแรม 2 ค่ำ เดือน 11 ปีกุน ตรงกับวันอังคารที่ 4 ตุลาคม 2430 เป็นปีที่ 20 ในรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 5 โยมบิดาชื่อ นายแดง โยมมารดาชื่อ นางเงิม นามสกุล ดีมาก

หลวงปู่ดูลย์ มีพี่น้อง 5 คน คนแรกเป็นหญิงชื่อ กลิ้ง คนที่สองคือ หลวงปู่เอง ชื่อ ดูลย์ คนที่สามเป็นชายชื่อ เคน คนที่สี่ และห้าเป็นหญิงชื่อ รัตน์ และทอง พี่น้องทั้ง 4 คน มีชีวิตจนถึงวัยชรา และทุกคนเสียชีวิตก่อนมีอายุถึง 70 ปี มีเพียงหลวงปู่เท่านั้นที่ดำรงอายุขัยอยู่จนถึง 96 ปี

อุปสมบท ณ วัดจุมพลสุทธาวาส อ.เมือง จ.สุรินทร์ ใน พ.ศ.2453 โดยมีพระครูวิมลศีลพรต เป็นพระอุปัชฌาย์ เมื่อแรกบวชหลวงปู่ได้พากเพียรศึกษาการปฏิบัติกรรมฐานอย่างเคร่งครัด มีความวิริยะ อุตสาหะอย่างแรงกล้า จนล่วงเข้าพรรษาที่ 6 หลวงปู่จึงหันมาศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดสุทัศน์ จ.อุบลราชธานี สอบได้นักธรรมชั้นตรีเป็นรุ่นแรกของ จ.อุบลราชธานี และได้ศึกษาบาลีไวยากรณ์ (มูลกัจจายน์) จนสามารถแปลพระธรรมบทได้ เนื่องจากวัดสุทัศน์ เป็นวัดที่อยู่ในสังกัดธรรมยุตนิกาย หลวงปู่จึงได้ขอญัตติเป็นธรรมยุตนิกาย ใน พ.ศ.2461 ณ วัดสุทัศน์ โดยมีพระมหารัฐ เป็นพระอุปัชฌาย์

ในพรรษาต่อมา หลวงปู่ได้มีโอกาสพบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต เมื่อได้ฟังธรรมเพียงครั้งเดียว จากพระอาจารย์มั่น ก็เกิดความอัศจรรย์ใจยิ่ง จึงได้เลิกศึกษาพระปริยัติแล้วออกธุดงค์ตามพระอาจารย์มั่น ไปยังที่ต่างๆ หลายแห่ง จึงนับได้ว่า หลวงปู่ดูลย์ เป็นศิษย์พระอาจารย์มั่นในสมัยแรก

ต่อมา เจ้าคณะมณฑลนครราชสีมา ขอให้หลวงปู่กลับจังหวัดสุรินทร์ เพื่อบูรณะวัดบูรพาราม หลวงปู่จึงจำต้องระงับกิจธุดงค์ และเริ่มงานบูรณะตามที่ได้รับมอบหมาย หลวงปู่ดูลย์ ได้อุทิศชีวิตเพื่อพระศาสนาอย่างแท้จริง จนได้รับการยอมรับจากสาธุชนทั้งหลาย ว่า เป็นพระอริยสงฆ์ที่หาได้ยากยิ่งรูปหนึ่ง

เผย “ในหลวง ร.๙” เสด็จสนทนาธรรม “หลวงปู่ดูลย์” พระอริยสงฆ์แห่งอีสานใต้จวบจนละสังขาร
ที่มา http://www.manager.co.th/QOL/ViewNews.aspx?NewsID=9590000107280

หลวงปู่ฝากไว้

บันทึกคติธรรมและธรรมเทศนา

ของพระราชวุฒาจารย์ (หลวงปู่ดูลย์ อตุโล)

ธรรมะปฏิสันถาร

…………………..

          เมื่อวันที่ 18 ธันวาคม พุทธศักราช 2522 พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวฯ พร้อมด้วยสมเด็จพระนางเจ้าฯ พระบรมราชินีนาถ เสด็จเยี่ยมหลวงปู่เป็นการส่วนพระองค์ เมื่อทั้งสองพระองค์ทรงถามถึงสุขภาพอนามัยและการอยู่สำราญแห่งอิริยาบถของหลวงปู่แล้ว พระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ทรงมีพระราชปุจฉาว่า “หลวงปู่ การละกิเลสนั้น ควรละกิเลสอะไรก่อน” ฯ

          หลวงปู่ถวายวิสัชนาว่า

          “กิเลสทั้งหมดเกิดรวมอยู่ที่จิต ให้เพ่งมองดูที่จิต อันไหนเกิดก่อน ให้ละอันนั้นก่อน

****************************

 

หลวงปู่ไม่ฝืนสังขาร

…………………

          ทุกครั้งที่ล้นเกล้าฯ ทั้งสองพระองค์เสด็จเยี่ยมหลวงปู่ หลังจากเสร็จพระราชกรณียกิจในการเยี่ยมแล้ว เมื่อจะเสด็จกลับ ทรงมีพระดำรัสคำสุดท้ายว่า “ขออาราธนาหลวงปู่ให้ดำรงขันธ์อยู่เกินร้อยปี เพื่อเป็นที่เคารพนับถือของปวงชนทั่วไป หลวงปู่รับได้ไหม” ฯ

          ทั้งๆ ที่พระราชดำรัสนี้เป็นสัมมาวจีกรรม ทรงประทานพรแก่หลวงปู่โดยพระราชอัธยาศัย หลวงปู่ก็ไม่กล้ารับ และไม่อาจฝืนสังขาร จึงถวายพระพรว่า

          “อาตมาภาพรับไม่ได้หรอก แล้วแต่สังขารเขาจะเป็นไปของเขาเอง

***********************

 

ปรารภธรรมะเรื่องอริยสัจสี่

…………………….

          พระเถระฝ่ายกัมมัฏฐานเข้าถวายสักการะหลวงปู่ในวันเข้าพรรษาปี 2499 หลังฟังโอวาทและข้อธรรมอันลึกซึ้งข้ออื่นๆ แล้ว หลวงปู่สรุปใจความ อริยสัจสี่ให้ฟังว่า

                   จิตที่ส่งออกนอก                           เป็นสมุทัย

                    ผลอันเกิดจากจิตที่ส่งออกนอก                   เป็นทุกข์

                    จิตเห็นจิต                                   เป็นมรรค

                    ผลอันเกิดจากจิตเห็นจิต                   เป็นนิโรธ

************************

 

สิ่งที่อยู่เหนือคำพูด

……………………

          อุบาสกผู้คงแก่เรียนคนหนึ่ง สนทนากับหลวงปู่ว่า “กระผมเชื่อว่า แม้ในปัจจุบันพระผู้ปฏิบัติถึงขั้นได้บรรลุมรรคผลนิพพานก็คงมีอยู่ไม่น้อย เหตุใดท่านเหล่านั้นจึงไม่แสดงตนให้ปรากฏ เพื่อให้ผู้สนใจปฏิบัติทราบว่าท่านได้บรรลุถึงคุณธรรมนั้นๆ แล้ว เขาจะได้มีกำลังใจและมีความหวัง เพื่อเป็นพลังเร่งความเพียรในทางปฏิบัติให้เต็มที่” ฯ

          หลวงปู่กล่าวว่า

          ผู้ที่เขาตรัสรู้แล้ว เขาไม่พูดว่าเขารู้แล้วซึ่งอะไร เพราะสิ่งนั้นมันอยู่เหนือคำพูดทั้งหมด

*************************

 

หลวงปู่เตือนพระผู้ประมาท

…………………..

          ภิกษุผู้อยู่ด้วยความประมาท คอยนับจำนวนศีลของตนแต่ในตำรา คือ มีความพอใจภูมิใจกับจำนวนศีลที่มีอยู่ในคัมภีร์ ว่าตนนั้นมีศีลถึง 227 ฯ

          ส่วนที่ตั้งใจปฏิบัติให้ได้นั้น จะมีสักกี่ข้อ

************************

 

จริง แต่ไม่จริง

…………………….

          ผู้ปฏิบัติกัมมัฏฐาน ทำสมาธิภาวนา เมื่อปรากฏผลออกมาในรูปแบบต่างๆ ย่อมเกิดความสงสัยขึ้นเป็นธรรมดา เช่น เห็นนิมิตในรูปแบบที่ไม่ตรงกันบ้าง ปรากฏในอวัยวะร่างกายของตนเองบ้าง ส่วนมากมากราบเรียนหลวงปู่เพื่อให้ช่วยแก้ไข หรือแนะอุบายปฏิบัติต่อไปอีก มีจำนวนมากที่ถามว่า ภาวนาแล้วก็เห็น นรก สวรรค์ วิมานเทวดา หรือไม่ก็เป็นองค์พระพุทธรูปปรากฏอยู่ในตัวเรา สิ่งที่เห็นเหล่านี้เป็นจริงหรือ ฯ

          หลวงปู่บอกว่า

          ที่เห็นนั้น เขาเห็นจริง แต่สิ่งที่ถูกเห็น ไม่จริง

*************************

 

แนะวิธีละนิมิต

…………………….

          ถามหลวงปู่ต่ออีกว่า นิมิตทั้งหลายแหล่ หลวงปู่บอกว่ายังเป็นของภายนอกทั้งหมด จะเอามาทำอะไรยังไม่ได้ ถ้าติดอยู่ในนิมิตนั้นก็ยังอยู่แค่นั้น ไม่ก้าวต่อไปอีก จะเป็นด้วยเหตุที่กระผมอยู่ในนิมิตนี้มานานหรืออย่างไร จึงหลีกไม่พ้น นั่งภาวนาทีไร พอจิตจะรวมสงบก็เข้าถึงภาวะนั้นทันที หลวงปู่โปรดได้แนะวิธีละนิมิตด้วยว่า ทำอย่างไรจึงจะได้ผล ฯ

          หลวงปู่พูดว่า

          เออ นิมิตบางอย่างมันก็สนุกดี น่าเพลิดเพลินอยู่หรอก แต่ถ้าติดอยู่แค่นั้นมันก็เสียเวลาเปล่า วิธีละได้ง่ายๆ ก็คือ อย่าไปดูสิ่งที่ถูกเห็นเหล่านั้น ให้ดูผู้เห็น แล้วสิ่งที่ไม่อยากเห็นนั้นก็จะหายไปเอง

************************

 

เป็นของภายนอก

……………………

          เมื่อวันที่ 10 ธันวาคม 2524 หลวงปู่อยู่ในงานประจำปีวัดธรรมมงคล สุขุมวิท กรุงเทพฯ มีแม่ชีพราหณ์หลายคนจากวิทยาลัยครูพากันเข้าไปถามทำนองรายงานผลของการปฏิบัติวิปัสสนาให้หลวงปู่ฟังว่า เขานั่งวิปัสสนาจิตสงบแล้ว เห็นองค์พระพุทธรูปอยู่ในหัวใจเขา บางคนว่า ได้เห็นสวรรค์เห็นวิมานของตัวเองบ้าง บางคนว่าเห็นพระจุฬามณีเจดีย์สถานบ้าง พร้อมทั้งภูมิใจว่า เขาวาสนาดี ทำวิปัสสนาได้สำเร็จ ฯ

          หลวงปู่อธิบายว่า

          “สิ่งที่ปรากฏเห็นทั้งหมดนั้น ยังเป็นของภายนอกทั้งสิ้น จะนำเอามาเป็นสาระที่พึ่งอะไรยังไม่ได้หรอก

*************************

หยุดเพื่อรู้

……………………

          เมื่อเดือนมีนาคม 2507 มีพระสงฆ์หลายรูป ทั้งฝ่ายปริยัติและฝ่ายปฏิบัติ ได้เข้ากราบหลวงปู่เพื่อรับโอวาทและรับฟังการแนะแนวทางธรรมะที่จะพากันออกเผยแผ่ธรรมทูตครั้งแรก หลวงปู่แนะวิธีอธิบายธรรมะขั้นปรมัตถ์ ทั้งเพื่อสอนผู้อื่นแลเพื่อปฏิบัติตนเอง ให้เข้าถึงสัจจธรรมนั้นด้วย ลงท้ายหลวงปู่ได้กล่าวปรัชญาธรรมไว้ให้คิดด้วยว่า

          คิดเท่าไร ๆ ก็ไม่รู้

           ต่อเมื่อหยุดคิดได้จึงรู้

           แต่ต้องอาศัยความคิดนั่นแหละจึงรู้

*************************

 

ทั้งส่งเสริมทั้งทำลาย

…………………….

          กาลครั้งนั้น หลวงปู่ได้ให้โอวาทเตือนพระธรรมทูตครั้งแรกมีใจความตอนหนึ่งว่า ฯ

          ท่านทั้งหลาย การที่จะออกไปจาริกเพื่อเผยแผ่ ประกาศพระศาสนานั้น เป็นได้ทั้งส่งเสริมพระศาสนาและทำลายพระศาสนา ที่ว่าเช่นนี้เพราะองค์ธรรมทูตนั่นแหละตัวสำคัญ คือเมื่อไปแล้วประพฤติตัวเหมาะสม มีสมณสัญญาจริยาวัตรงดงามตามสมณวิสัย ผู้ที่ได้พบเห็น หากยังไม่เลื่อมใส ก็จะเกิดความเลื่อมใสขึ้น ส่วนผู้ที่เลื่อมใสแล้ว ก็ยิ่งเพิ่มความเลื่อมใสมากขึ้นเข้าไปอีก ฯ  ส่วนองค์ที่มีความประพฤติและวางตัวตรงกันข้ามนี้ ย่อมทำลายผู้ที่เลื่อมใสแล้วให้ถอยศรัทธาลง สำหรับผู้ที่ยังไม่เลื่อมใสเลย ก็ยิ่งถอยห่างออกไปอีกฯ  จึงขอให้ทุกท่านจงเป็นผู้พร้อมไปด้วยความรู้และความประพฤติ ไม่ประมาท สอนเขาอย่างไร ตนเองต้องทำอย่างนั้นให้ได้เป็นตัวอย่างด้วย

**************************

 

เมื่อถึงปรมัตถ์แล้วไม่ต้องการ

……………………

          ก่อนเข้าพรรษาปี 2496 หลวงพ่อเถาะ ซึ่งเป็นญาติของหลวงปู่ และบวชเมื่อวัยชราแล้ว ได้ออกธุดงค์ติดตามท่านอาจารย์เทสก์ ท่านอาจารย์สาม ไปอยู่จังหวัดพังงาหลายปี กลับมาเยี่ยมนมัสการหลวงปู่ เพื่อศึกษาข้อปฏิบัติทางกัมมัฏฐานต่อไปอีกจนเป็นที่พอใจแล้ว หลวงพ่อเถาะพูดตามประสาความคุ้นเคยว่า หลวงปู่สร้างโบสถ์ ศาลาได้ใหญ่โตสวยงามอย่างนี้ คงได้บุญได้กุศลอย่างใหญ่โตทีเดียว

          หลวงปู่กล่าวว่า

          ที่เราสร้างนี่ก็สร้างเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ประโยชน์สำหรับโลก สำหรับวัดวาศาสนาเท่านั้นแหละ ถ้าพูดถึงเอาบุญ เราจะมาเอาบุญอะไรอย่างนี้

***************************

 

เป็นการดัดนิสัยหรือเปล่า

…………………..

          เมื่อสงครามโลกครั้งที่สองผ่านพ้นไปแล้วเป็นเวลา 6 ปี ผลได้ที่สงครามฝากไว้ให้ก็คือ ความยากจนค่นแค้นแสนเข็ญด้วยความขาดแคลนเครื่องอุปโภคบริโภค ได้แผ่ปกคลุมไปแล้วทุกหย่อมหญ้า โดยเฉพาะเครื่องนุ่งห่ม ขาดแคลนอย่างยิ่ง พระเณรในวัดต่างๆ มีสบงจีวรชุดเดียวก็บุญนักหนาแล้ว พวกเราเป็นสามเณรอยู่กับหลวงปู่หลายรูป

          วันหนึ่ง สามเณรพรม ซึ่งเป็นหลานหลวงปู่รูปหนึ่งด้วย เขาเห็นสามเณรชุมพลห่มจีวรใหม่และสวย จึงถามว่า จีวรนี้ท่านได้แต่ไหนมา เณรชุมพลตอบว่า เราเข้าไปทำวาระถวายหลวงปู่ หลวงปู่เห็นของเราขาด ท่านจึงประทานให้มาผืนหนึ่ง ฯ

          เมื่อถึงวาระเณรพรม จึงห่มจีวรขาดเข้าไปนวดเท้าหลวงปู่ ด้วยคิดว่าจะได้อย่างเขาบ้าง พอเสร็จวาระกำลังจะออกมา หลวงปู่เห็นจีวรขาด คงจะสงสารหลานอย่างจับใจ จึงลุกไปเปิดตู้หยิบเอาของมายื่นให้ พร้อมกับสั่งว่า

          นี่เอาไปเย็บให้ดี อย่าห่มทั้งที่ขาดอย่างนี้

          สามเณรพรมต้องจำใจรับด้ายกับเข็มจากหลวงปู่อย่างรวดเร็วด้วยความผิดหวัง

****************************

 

ทุกข์เพราะอะไร

……………….

          สุภาพสตรีวัยเลยกลางคนผู้หนึ่งเข้าไปนมัสการหลวงปู่ พรรณนาถึงฐานะของตนว่าอยู่ในฐานะที่ดี ไม่เคยขาดแคลนสิ่งใดเลย มาเสียใจกับลูกชายที่สอนไม่ได้ ไม่อยู่ในระเบียบแบบแผนที่ดี ตกอยู่ภายใต้อำนาจอบายมุขทุกอย่าง ทำลายทรัพย์สมบัติและจิตใจของพ่อแม่จนเหลือที่จะทนได้ ขอความกรุณาหลวงปู่ให้ช่วยแนะอุบายบรรเทาทุกข์ และแก้ไขให้ลูกชายพ้นจากอบายมุขนั้นด้วย ฯ

          หลวงปู่ก็แนะนำสั่งสอนไปตามเรื่องราวนั้นๆ ตลอดถึงแนะอุบายทำใจให้สงบ รู้จักปล่อยวางให้เป็น

          เมื่อสุภาพสตรีนั้นกลับไปแล้ว หลวงปู่ปรารภธรรมให้ฟังว่า

          คนสมัยนี้ เขาเป็นทุกข์เพราะความคิด

****************************

 

อุทานธรรม

……………….

          หลวงปู่ยังกล่าวธรรมกถาต่อมาอีกว่า สมบัติพัสถานทั้งหลายมันมีประจำอยู่ในโลกนี้มาแล้วอย่างสมบูรณ์ ผู้ที่ขาดปัญญาและไร้ความสามารถ ก็ไม่อาจจะแสวงหาเพื่อยึดครองสมบัติเหล่านั้นได้ ย่อมครองตนอยู่ด้วยความฝืดเคืองและลำบากขันธ์ ส่วนผู้ที่มีปัญญา มีความสามารถ ย่อมแสวงหายึดสมบัติของโลกไว้ได้อย่างมากมาย อำนวยความสะดวกแก่ตนได้ทุกกรณีฯ ส่วนพระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านพยายามดำเนินตนเพื่อออกจากสิ่งเหล่านี้ทั้งหมด ไปสู่ภาวะแห่งความไม่มีอะไรเลย เพราะว่า

          ในทางโลก มี สื่งที่ มี  ส่วนในทางธรรม มี สิ่งที่ ไม่มี

****************************

 

อุทานธรรมต่อมา

…………………

          เมื่อแยกพันธะแห่งความเกี่ยวเนื่องจิตกับสรรพสิ่งทั้งปวงแล้ว จิตก็หมดพันธะกับเรื่องโศก รูป เสียง กลิ่น รส สัมผัส จะดีหรือเลว มันขึ้นอยู่กับจิตที่ออกไปปรุงแต่งทั้งนั้น แล้วจิตที่ขาดปัญญาย่อมเข้าใจผิด เมื่อเข้าใจผิด ก็หลงอยู่ภายใต้อำนาจของเครื่องร้อยรัดทั้งหลาย ทั้งทางกายและทางใจ อันโทษทัณฑ์ทางกาย อาจมีคนอื่นช่วยปลดปล่อยได้บ้าง ส่วนโทษทางใจ มีกิเลสตัณหาเป็นเครื่องรึงรัดไว้นั้น ต้องรู้จักปลดปล่อยตนด้วยตนเอง ฯ

          พระอริยเจ้าทั้งหลาย ท่านพ้นแล้วจากโทษทั้งสองทาง ความทุกข์จึงครอบงำไม่ได้

****************************

 

อุทานธรรมข้อต่อมา

…………………

          เมื่อบุคคลปลงผม หนวด เคราออกหมดแล้ว และได้ครองผ้ากาสาวพัสตร์เรียบร้อยแล้ว ก็นับว่าเป็นสัญลักษณ์แห่งความเป็นภิกษุได้ แต่ยังเป็นไปได้แต่เพียงภายนอกเท่านั้น ต่อเมื่อเขาสามารถปลงสิ่งที่รกรุงรังทางใจ อันได้แก่อารมณ์ตกต่ำทางใจได้แล้ว ก็ชื่อว่าเป็นภิกษุในภายในได้ ฯ

          ศีรษะที่ปลงผมหมดแล้ว สัตว์เลื้อยคลานเล็กน้อยเช่นเหา ย่อมอาศัยอยู่ไม่ได้ฉันใด จิตที่พ้นจากอารมณ์ ขาดจากการปรุงแต่งแล้ว ทุกข์ก็อาศัยอยู่ไม่ได้ฉันนั้น ผู้มีปกติเป็นอยู่อย่างนี้ ควรเรียกเอาว่า เป็นภิกษุแท้

****************************

 

พุทโธเป็นอย่างไร

……………….

          หลวงปู่ได้รับนิมนต์ไปโปรดญาติโยมที่กรุงเทพฯ เมื่อ 31 มีนาคม 2521 ในช่วงสนทนาธรรม ญาติโยมสงสัยว่า พุทโธ เป็นอย่างไร หลวงปู่ได้เมตตาตอบว่า

          เวลาภาวนาอย่าส่งจิตออกนอก ความรู้อะไรทั้งหลายทั้งปวงอย่าไปยึด ความรู้ที่เราเรียนกับตำหรับตำรา หรือจากครูบาอาจารย์ อย่าเอามายุ่งเลย ให้ตัดอารมณ์ออกให้หมด แล้วก็เวลาภาวนาไปให้มันรู้ รู้จากจิตของเรานี้แหละ จิตของเราสงบ เราจะรู้เอง ต้องภาวนาให้มากๆ เข้า เวลามันจะเป็น จะเป็นของมันเอง ความรู้อะไรๆ ให้มันออกจากจิตของเรา

          ความรู้ที่ออกจากจิตที่สงบนั่นแหละเป็นความรู้ที่ลึกซึ้งถึงที่สุด ให้มันรู้ออกจากจิตเองนั่นแหละมันดี คือจิตมันสงบ

          ทำจิตให้เกิดอารมณ์อันเดียว อย่าส่งจิตออกนอก ให้จิตอยู่ในจิต แล้วให้จิตภาวนาเอาเอง ให้จิตเป็นผู้บริกรรมพุทโธ พุทโธ อยู่นั่นแหละ แล้วพุทโธนั่นแหละจะผุดขึ้นในจิตของเรา เราจะได้รู้จักว่า พุทโธ นั้นเป็นอย่างไร แล้วรู้เองเท่านั้นแหละ ไม่มีอะไรมากมาย

                                                                                                (ถอดจากเทป)

****************************

 

อยากได้ของดี

…………………

          เมื่อต้นเดือนกันยายน 2526 คณะแม่บ้านมหาดไทย โดยมีคุณหญิงจวบ จิรโรจน์ เป็นหัวหน้าคณะ ได้นำคณะแม่บ้านมหาดไทยไปบำเพ็ญสังคมสงเคราะห์ทางภาคอีสาน ได้ถือโอกาสแวะนมัสการหลวงปู่ เมื่อเวลาประมาณ 18.20 น. ฯ

          หลังจากกราบนมัสการและถามถึงอาการสุขสบายของหลวงปู่ และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกจากหลวงปู่แล้ว เห็นว่าหลวงปู่ไม่ค่อยสบาย ก็รีบออกมา แต่ก็ยังมีสุภาพสตรีท่านหนึ่ง ถือโอกาสพิเศษกราบหลวงปู่ว่า ดิฉันขอของดีจากหลวงปู่ด้วยเถอะเจ้าค่ะ ฯ

          หลวงปู่จึงเจริญพรว่า ของดีก็ต้องภาวนาเอาจึงจะได้ เมื่อภาวนาแล้ว ใจก็สงบ กายวาจาก็สงบ แล้วกายก็ดี วาจาใจก็ดี เราก็อยู่ดีมีสุขเท่านั้นเอง …ดิฉันมีภาระมาก ไม่มีเวลาจะนั่งภาวนางานราชการเดี๋ยวนี้รัดตัวมากเหลือเกิน

          หลวงปู่จึงต้องอธิบายให้ฟังว่า

          ถ้ามีเวลาสำหรับหายใจ ก็ต้องมีเวลาสำหรับการภาวนา

****************************

มี แต่ไม่มี

……………….

          ปี 2522 หลวงปู่ไปพักผ่อน และเยี่ยมพระอาจารย์สมชาย ที่วัดเขาสุกิม จังหวัดจันทบุรี ขณะเดียวกันก็มีพระเถระอาวุโสรูปหนึ่งจากกรุงเทพฯ คือพระธรรมวราลังการ วัดบุปผาราม เจ้าคณะภาคทางภาคใต้ไปอยู่ฝึกกรรมฐานเมื่อวัยชราแล้ว เพราะมีอายุอ่อนกว่าหลวงปู่เพียงปีเดียว ฯ

          เมื่อท่านทราบว่าหลวงปู่เป็นพระฝ่ายกรรมฐานอยู่แล้ว ท่านจึงสนใจและศึกษาถามถึงผลของการปฏิบัติ ทำนองสนทนาธรรมกันเป็นเวลานาน และกล่าวถึงภาระของท่านว่า มัวแต่ศึกษาและบริหารงานการคณะสงฆ์มาตลอดวัยชรา แล้วก็สนทนาข้อกัมมัฏฐานกับหลวงปู่เป็นเวลานาน ลงท้ายถามหลวงปู่สั้น ๆ ว่าท่านยังมีโกรธอยู่ไหม ฯ

          หลวงปู่ตอบเร็วว่า

          มี แต่ไม่เอา

****************************

 

รู้ให้พร้อม

……………….

          ระหว่างที่หลวงปู่อยู่รักษาพยาบาลที่โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์นั้น มีผู้ไปกราบนมัสการและฟังธรรมเป็นจำนวนมาก คุณบำรุงศักดิ์ กองสุข เป็นผู้หนึ่งที่สนใจในการปฏิบัติสมาธิภาวนา นัยว่าเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อสนอง กตปุญโญ แห่งวัดสังฆทาน จังหวัดนนทบุรี ซึ่งเป็นวัดปฏิบัติที่เคร่งครัดฝ่ายธุดงค์กัมมัฏฐานในยุคปัจจุบัน ได้ปรารภการปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ ถึงเรื่องการละกิเลสว่า “หลวงปู่ครับ ทำอย่างไรจึงจะตัดความโกรธให้ขาดได้” ฯ

          หลวงปู่ตอบว่า

          ไม่มีใครตัดให้ขาดได้หรอก มีแต่รู้ทัน เมื่อรู้ทันมันก็ดับไปเอง

****************************

 

ไม่ตามใจผู้ถาม

…………………

          ผู้ที่อยู่เฝ้ารักษาพยาบาลหลวงปู่ ที่โรงพยาบาลจุฬาฯ ในรอบดึกมีจำนวนหลายท่านด้วยกัน เขาเหล่านั้นมีความสงสัยและอัศจรรย์ใจอย่างยิ่ง โดยที่สังเกตเห็นว่า บางวันพอเวลาดึกสงัดตีหนึ่งผ่านไปแล้ว ได้ยินหลวงปู่อธิบายธรรมะ นานประมาณสิบกว่านาที แล้วสวดยถาให้พร ทำเหมือนหนึ่งมีผู้มารับฟังอยู่เฉพาะหน้าเป็นจำนวนมาก ครั้นจะถามประพฤติการที่หลวงปู่ทำเช่นนั้นก็ไม่กล้าถาม ต่อเมื่อเห็นหลวงปู่ทำเช่นนั้นหลายครั้ง ก็ทนสงสัยต่อไปไม่ได้ จึงพากันถามหลวงปู่ตามลักษณาการนั้น ฯ

          หลวงปู่จึงบอกว่า

          ความสงสัยและคำถามเหล่านี้ มันไม่ใช่เป็นแนวทางปฏิบัติธรรม

****************************

 

ประหยัดคำพูด

……………….

          คณะปฏิบัติธรรมจากจังหวัดบุรีรัมย์หลายท่าน มีร้อยตำรวจเอกบุลชัย สุคนธมัต อัยการจังหวัด เป็นหัวหน้า มากราบหลวงปู่เพื่อฟังข้อปฏิบัติธรรมและเรียนถามถึงวิธีปฏิบัติยิ่ง ๆ ขึ้นไปอีก ซึ่งส่วนมากก็เคยปฏิบัติกับครูบาอาจารย์แต่ละองค์มาแล้ว และแสดงแนวทางปฏิบัติไม่ค่อยตรงกัน เป็นเหตุให้เกิดความสงสัยยิ่งขึ้น จึงขอกราบเรียนหลวงปู่โปรดช่วยแนะแนวปฏิบัติที่ถูกต้อง และทำได้ง่ายที่สุด เพราะหาเวลาปฏิบัติธรรมได้ยาก หากได้วิธีที่ง่าย ๆ แล้วก็จะเป็นการถูกต้องอย่างยิ่ง ฯ

          หลวงปู่บอกว่า

          ให้ดูจิต ที่จิต

****************************

 

ง่าย แต่ทำได้ยาก

……………….

          คณะของคุณดวงพร ธารีฉัตร จากสถานีวิทยุทหารอากาศ 01 บางซื่อ  นำโดย คุณอาคม ทันนิเทศ เดินทางไปถวายผ้าป่า และกราบนมัสการครูบาอาจารย์ตามสำนักต่าง ๆ ทางภาคอีสาน ได้แวะกราบนมัสการหลวงปู่ หลังจากถวายผ้าป่า ถวายจตุปัจจัยไทยทานแด่หลวงปู่ และรับวัตถุมงคลเป็นที่ระลึกจากท่านแล้ว ต่างคนต่างก็ออกไปตลาดบ้าง พักผ่อนตามอัธยาศัยบ้าง

          มีอยู่กลุ่มหนึ่งประมาณ สี่ห้าคน เข้าไปกราบขอให้หลวงปู่แนะนำวิธีปฏิบัติง่าย ๆ เพื่อแก้ไขความทุกข์ความกลุ้มใจ ซึ่งมักจะเกิดขึ้นเป็นประจำ ว่าควรปฏิบัติอย่างไรจึงได้ผลเร็วที่สุด ฯ

          หลวงปู่บอกว่า

          อย่าส่งจิตออกนอก

****************************

 

ทิ้งเสีย

……………….

สุภาพสตรีท่านหนึ่ง เป็นชนชั้นครูบาอาจารย์ เมื่อฟังธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่จบแล้ว ก็อยากทราบถึงวิธีไว้ทุกข์ที่ถูกต้องตามธรรมเนียม เขาจึงพูดปรารภต่อไปอีกว่า คนสมัยนี้ไว้ทุกข์ไม่ค่อยจะถูกต้องและตรงกัน ทั้ง ๆ ที่สมัย ร.6 ท่านทำไว้เป็นแบบอย่างดีอยู่แล้ว เช่น เมื่อมีญาติพี่น้องหรือญาติผู้ใหญ่ถึงแก่กรรมลง ก็ให้ไว้ทุกข์ 7 วันบ้าง 50 วันบ้าง 100 วันบ้าง แต่ปรากฏว่าคนทุกวันนี้ทำอะไรรู้สึกว่าลักลั่นกันไม่เป็นระเบียบ ดิฉันจึงขอเรียนถามหลวงปู่ว่า การไว้ทุกข์ที่ถูกต้องนั้น ควรไว้อย่างไรเจ้าคะ

หลวงปู่บอกว่า

ทุกข์ ต้องกำหนดรู้ เมื่อรู้แล้วให้ละเสีย ไปไว้มันทำไม

****************************

 

จริงตามความเป็นจริง

……………….

          สุภาพสตรีชาวจีนคนหนึ่ง ถวายสักการะแด่หลวงปู่แล้ว เขากราบเรียนว่า ดิฉันจะต้องไปอยู่ที่อำเภอประโคนชัย จังหวัดบุรีรัมย์ เพื่อทำมาค้าขายอยู่ใกล้ญาติทางโน้น ทีนี้บรรดาญาติ ๆ ก็เสนอแนะว่า ควรจะขายของชนิดนั้นบ้าง ชนิดนี้บ้าง ตามแต่เขาจะเห็นดีว่าอะไรขายดี ดิฉันยังมีความลังเลใจตัดสินเอาเองไม่ได้ว่าจะเลือกขายของอะไร จึงให้หลวงปู่ช่วยแนะนำด้วยว่า จะให้ดิฉันขายอะไรจึงจะดีเจ้าคะ ฯ

          ขายอะไรก็ดีทั้งนั้นแหละ ถ้ามีคนซื้อ

****************************

 

ไม่ได้ตั้งจุดหมายไว้

……………….

          เมื่อวันที่ 8 พฤษภาคม 2522 คณะนายทหารประมาณ 10 กว่านาย เข้านมัสการหลวงปู่เมื่อเวลาค่ำแล้ว ก็จะเดินทางต่อเข้ากรุงเทพฯ ในคณะของนายทหารเหล่านั้น มียศพลโทสองท่าน หลังจากสนทนากับหลวงปู่เป็นเวลาพอสมควรแล้ว ก็ถอดเอาพระเครื่องจากคอของแต่ละท่านรวมใส่ในพานถวายให้หลวงปู่ช่วยอธิษฐานแผ่เมตตาพลังจิตให้ ท่านก็อนุโลมตามความประสงค์ แล้วก็มอบให้คืนไป นายพลท่านหนึ่งถามว่า ทราบว่ามีเหรียญหลวงปู่ออกมาหลายรุ่นแล้ว อยากถามหลวงปู่ว่ามีรุ่นไหนดังบ้าง ฯ

          หลวงปู่ตอบว่า

          ไม่มีดัง

****************************

 

คนละเรื่อง

……………….

          มีชายหนุ่มจากต่างจังหวัดไกลสามสี่คนเข้าไปหาหลวงปู่ ขณะที่ท่านนั่งพักผ่อนอยู่ที่มุขศาลาการเปรียญ ดูอากัปกิริยาของเขาแล้วคงคุ้นเคยกับพระนักเลงองค์ใดองค์หนึ่งมาก่อนแล้ว สังเกตจากการนั่งการพูด เขานั่งตามสบาย พูดตามถนัด ยิ่งกว่านั้น เขาคงเข้าใจว่าหลวงปู่นี้คงสนใจกับเรื่องเครื่องลางของขลังอย่างดี เขาพูดถึงชื่อเกจิอาจารย์อื่น ๆ ว่าให้ของดีของวิเศษแก่ตนหลายอย่าง ในที่สุดก็งัดเอาของมาอวดกันเองต่อหน้าหลวงปู่ คนหนึ่งมีเขี้ยวหมูตัน คนหนึ่งมีเขี้ยวเสือ อีกคนมีนอแรด ต่างคนต่างอวดอ้างว่าของตนดีวิเศษอย่างนั้นอย่างนี้ มีคนหนึ่งเอ่ยว่า หลวงปู่ฮะ อย่างไหนแน่ดีวิเศษกว่ากันฮะ ฯ

          หลวงปู่ก็อารมณ์รื่นเป็นพิเศษยิ้ม ๆ แล้วว่า

          ไม่มีดี ไม่มีวิเศษอะไรหรอก เป็นของสัตว์เดรัจฉานเหมือนกัน

****************************

 

ปรารภธรรมะให้ฟัง

……………….

          คราวหนึ่ง หลวงปู่กล่าวปรารภพระธรรมให้ฟังว่า เราเคยตั้งสัจจะอ่านพระไตรปิฎกจนจบ ในพรรษาปี 2495 เพื่อสำรวจดูว่า จุดจบของพระพุทธศาสนาอยู่ตรงไหน ที่สุดแห่งสัจจธรรม หรือที่สุดแห่งทุกข์นั้น อยู่ตรงไหน พระพุทธองค์ทรงกล่าวสรุปไว้ว่าอย่างไร ครั้นอ่านไป ตริตรองไปกระทั่งถึงจบ ก็ไม่เห็นตรงไหนที่มีสัมผัสอันลึกซึ้งถึงจิตของเรา ให้ตัดสินได้ว่า นี่คือที่สิ้นสุดแห่งทุกข์ ที่สุดแห่งมรรคผล หรือที่เรียกว่านิพพาน ฯ

          มีอยู่ตอนหนึ่ง คือ ครั้งนั้นพระสารีบุตรออกจากนิโรธสมาบัติใหม่ ๆ พระพุทธเจ้าตรัสถามเชิงสนทนาธรรมว่า สารีบุตร สีผิวของเธอผ่องใสยิ่งนัก วรรณะของเธอหมดจดผุดผ่องยิ่งนัก อะไรเป็นวิหารธรรมของเธอ พระสารีบุตรกราบทูลว่า ความว่างเปล่าเป็นวิหารธรรมของข้าพระองค์ (สุญญตา) ฯ

          ก็เห็นมีอยู่เพียงเท่านี้แหละ ที่มาสัมผัสจิตของเรา

****************************

 

แนะนำตามวิทยฐานะ

……………….

          พระอาจารย์สุจินต์ สุจิณโณ จบนิติฯ จากธรรมศาสตร์นานแล้ว มีความเลื่อมใสในทางปฏิบัติธรรม เคยไปฝากตัวเป็นลูกศิษย์หลวงปู่หลุย เป็นเวลาหลายปี ต่อมาเมื่อได้ยินกิตติศัพท์หลวงปู่ดูลย์ จึงลาหลวงปู่หลุยมาปฏิบัติกับหลวงปู่ ตลอดถึงขอบรรพชาอุปสมบทอยู่ตลอดมา อยู่กับหลวงปู่พอสมควรแก่ความต้องการแล้ว จึงกราบลาเพื่อเดินทางธุดงค์วิเวกต่อไป ฯ

          หลวงปู่แนะนำว่า

          ส่วนเรื่องของพระวินัยนั้น ให้ศึกษาอ่านตำรับตำราให้เข้าใจ ให้ถูกต้องทุกข้อมูล เพื่อปฏิบัติไม่ให้ผิด ส่วนธรรมะนั้น ถ้าอ่านมากก็จะมีวิตกวิจารณ์มาก จึงไม่ต้องอ่านก็ได้ ขอให้ตั้งใจปฏิบัติเอาเพียงอย่างเดียวก็พอ

ที่มา https://sites.google.com/site/smartdhamma/hlwng-pu-fak-wi

https://www.youtube.com/watch?v=Jo0Vl-KbO8Q

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *