ฟังแล้วขนลุก!!สามเณรสีลาภิรโต ประมัย กาฬเนตร บรรลุธรรมตั้งแต่เป็นสามเณร

ในยุคกึ่งพุทธกาลนั้น พระอาจารย์สิงห์ ขันต ยาคโม ศิษย์เอกพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต ได้รวบรวมคณะศิษย์ร่วมสำนัก เคลื่อนขบวนพระป่าออกเผยแผ่ธรรมะไปทั่วภาคอีสานโดยมีฐานที่มั่นสำคัญอยู่ที่ จ.นครราชสีมา ทัพธรรมในครั้งนั้นไม่เพียงแต่ทำให้ประชาชนจำนวนมากเกิดสัมมาทิฏฐิเลิกนับถือภูตผีปีศาจ พระกรรมฐานเองก็ลงหลักปักฐานได้อย่างมั่นคงในหลายพื้นที่ เป็นการพลิกวิถีชีวิต วัฒนธรรม ความเชื่อ ตลอดจนวิถีชีวิตของผู้คนจำนวนมหาศาลที่ยังผลต่อเนื่องมาถึงทุกวันนี้หนึ่งชีวิตที่พลิกผันคราวนั้นคือเด็กชายประมัย กาฬเนตรประวัติท่านมีไม่มากนัก แต่ท่านเป็นที่จดจำ เพราะระหว่างที่มีชีวิตอยู่นั้น ท่านได้สร้างผลงานอันลือลั่นเอาไว้สองสามอย่าง ชิ้นที่โดดเด่นที่สุดคือ งานเขียนเรื่องธัมมานุวัตต์ทันทีที่มีการพิมพ์หนังสือธัมมานุวัตต์ออกเผยแผ่เมื่อปี 2478 กาลเวลาก็ได้จารึกนามของท่านไว้ในประวัติศาสตร์วงพระกรรมฐานเหตุใดถึงเป็นเช่นนั้น?

เสียงบรรยาย ฟังแล้วขนลุก!!สามเณรสีลาภิรโต ประมัย กาฬเนตร บรรลุธรรมตั้งแต่เป็นสามเณร

https://www.youtube.com/watch?v=tc2qbERNWa0&t=1s

มีคำตอบจากปัญหาธรรมของหลวงพ่อพุธ ฐานิโย วัดป่าสาลวัน

ในการพิมพ์หนังสือ “สีลาภิรตานุสรณ์” ฉบับครั้งที่ 3 ซึ่งผมได้รับมาคราวนี้ ผู้จัดทำได้คัดลอกคำเทศนาและตอบปัญหาธรรมของหลวงพ่อพุธ มาประกอบไว้ด้วยว่า ครั้งหนึ่งมีญาติโยมสอบถามหลวงพ่อพุธว่า หลวงพ่อพุธเคยอยู่ที่วัดปทุมวนาราม และเคยเห็นหนังสือธัมมานุวัตต์และศาสนวิธีของสามเณรสีลาภิรโต ประมัย กาฬเนตร ขอถามว่าหนังสือสองเล่มนี้เป็นแบบศึกษาได้หรือไม่

หลวงพ่อพุธตอบว่า “หนังสือศาสนวิธีนี่ยังไม่เคยเห็น แต่เคยได้อ่านหนังสือธัมมานุวัตต์ และอาตมาถือว่าเป็นหลักของการปฏิบัติ ใช้เป็นหลักวิชาการปฏิบัติที่ทันสมัยที่สุด สำหรับหนังสือเล่มนี้เป็นที่ปรึกษาได้อย่างดี”

สามเณรสีลาภิรโตหรือเด็กชายประมัย กาฬเนตร เป็นใคร ถึงมีความสามารถเพียงนั้น?

เท่าที่สืบค้นกันได้ ท่านเป็นบุตรคนที่ 4 จากทั้งหมด 6 คนของขุนสิริสมานการหรือนายตาดำและนางแตงอ่อน กาฬเนตร เกิดเมื่อวันที่ 1 เม.ย. 2458 หากนับอย่างเมื่อก่อนก็ว่า วันศุกร์ แรม 2 ค่ำ เดือน 5 ปีเถาะ ที่ อ.บ้านบุ่ง จ.อุบลราชธานี ซึ่ง อ.บ้านบุ่งในปัจจุบันก็คือ จ.อำนาจเจริญนั่นเอง

เพราะเกิดในครอบครัวอันพอจะมีจะกิน จึงได้รับการศึกษาในโรงเรียนประจำอำเภอจนจบระดับประถมศึกษาเมื่ออายุ 11 ปี จากนั้นก็เข้าเรียนต่อในโรงเรียนเบญจมหาราช แต่พอเรียนถึงระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2 ก็ลาออก รักษาอุโบสถศีลแล้วติดตามพระอาจารย์สิงห์ ขันตยาคโม ออกจาริกไปตามที่ต่างๆ กระทั่งปี 2472 จึงถูกส่งมาศึกษาพระปริยัติธรรมกับพระปัญญาพิศาลเถร (หนู ฐิตปัญโญ) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม สหธรรมิกของพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตเถระ ขณะอายุได้ 15 ปี

ปี 2473 ท่านสอบไล่ได้และบรรพชาเป็นสามเณรเมื่อเดือน ก.ค. 2474 ขณะอายุ 17 ปี

หนังสือ “สีลาภิรตานุสรณ์” ฉบับครั้งที่ 3 นี้ มีความสำคัญซึ่งได้จากคุณนวพรหมพร คำฟู ที่ได้สัมภาษณ์พระวินัยโสภณ (เล็ก ธัมมปาโล) เมื่อปี 2552 ขณะ “หลวงตาเล็ก” อายุ 99 ปี 78 พรรษา ท่านเป็นสามเณรรุ่นๆ เดียวกับสามเณรประมัย โดยมีพระอุปัชฌาย์รูปเดียวกันคือพระปัญญาพิศาลเถร (หนู)

“หลวงตาเล็ก” เล่าว่า ขณะนั้นเป็นช่วงที่หลวงปู่มั่นเข้า กทม.มาพำนักอยู่ที่วัดปทุมวนารามเป็นครั้งคราว และสามเณรประมัยได้มีโอกาส “เข้าไปรับใช้ใกล้ชิดหลวงปู่มั่นอยู่เสมอและได้เรียนกรรมฐานจากหลวงปู่มั่นด้วย จึงอาจจะเรียกได้ว่า สามเณรประมัยเป็นศิษย์รูปหนึ่งของหลวงปู่มั่น”

ท่านเล่าว่า ท่านและสามเณรประมัยสอบได้เปรียญธรรม 3 ประโยคได้พร้อมกันในปี 2476 ที่ท่านจำได้เพราะปีนั้นเป็นประวัติศาสตร์ของวัดปทุมวนาราม ที่มีสามเณรสอบเปรียญธรรม 3 ประโยคได้พร้อมกันถึง 10 รูป

ท่านว่า แม้สามเณรประมัยจะเป็นผู้เรียนที่ดีมากแต่ก็หยุดเรียนทางปริยัติ เหตุเพราะต้องการทุ่มเทไปในทางปฏิบัติ

ความมุ่งมั่นและอุปนิสัยของสามเณรในเรื่องนี้เป็นอย่างไร น่าจะประจักษ์ได้จากคำบอกเล่าของหลวงปู่เล็กที่ว่า

“กุฏิของพระเณรที่วัดปทุมวนารามในสมัยนั้น จะเป็นตึกสองชั้นเสียส่วนใหญ่ มีความสะดวกสบายพอสมควร เพราะอยู่ในกำแพงวัดทั้งหมด แต่สามเณรประมัยไม่พักที่กุฏิในวัดร่วมกับพระเณรรูปอื่นๆ เพราะท่านเป็นผู้ที่ชอบความสงบ มุ่งมั่นในการภาวนามาก ท่านจึงไปพักที่กระต๊อบในป่าข้างวัด ซึ่งมีชาวจีนคนหนึ่งมาปลูกไว้สำหรับใช้ในการปฏิบัติธรรม บริเวณที่ตั้งของกระต๊อบนั้น คือ บริเวณที่เป็นสวนป่าด้านหลังวัดปทุมวนารามในปัจจุบันนั่นเอง ภายหลังวัดปทุมวนารามปรับปรุงพื้นที่ภายในวัด จึงรื้อถอนกระต๊อบที่สามเณรประมัยเคยอยู่ และกุฏิเก่าที่หลวงปู่มั่นเคยพักออกไปทั้งหมด เหลือเพียงกุฏิเก่าข้างโบสถ์ที่เป็นตึกสองชั้นสร้างในสมัยรัชกาลที่ 6 เพียงหลังเดียวเท่านั้น…”

“หลวงตาเล็ก” เล่าว่า สามเณรประมัยมุ่งมั่นในการปฏิบัติมาก จึงไม่ค่อยได้พำนักอยู่ที่วัดปทุมวนารามนัก หากแต่นิยมออกธุดงค์ไปเรื่อยๆ บางครั้งก็มีหมู่คณะไปด้วย แต่บ่อยครั้งที่ท่านจะออกธุดงค์ไปเพียงลำพัง

หากจะกล่าวถึงสหธรรมมิกที่ออกธุดงค์ไปกับสามเณรประมัย ก็มีพระอุดมธรรมคุณ (ทองสุก สุจิตโต) วัดป่าสุทธาวาส จ.สกลนคร พระราชมุนี (โฮม โสภโณ) ซึ่งต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม และพระกระจ่าง กันตสีโล วัดปทุมวนาราม

เห็นนามพระราชมุนี (โฮม) พึงระลึกว่า ก่อนจะเติบใหญ่จนมาเป็นรักษาการเจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม สามเณรโฮมพบกับหลวงปู่มั่นมาก่อนแล้วตั้งแต่ปี 2468 ปีนั้นพระอาจารย์มั่นเข้า กทม. มาพำนักอยู่ที่วัดปทุมวนาราม ขณะท่านเดินจงกรมอยู่บริเวณข้างสระน้ำ สามเณรน้อยรูปนี้ยืนแฝงตัวอยู่ในความมืดจ้องมองท่านอยู่ด้วยความสงสัยร่วม 2 ชั่วโมง เมื่อท่านออกจากที่แล้วจึงสอบถามว่า ท่านทำอะไร พระอาจารย์มั่นจึงเมตตาสอนสั่งมาตั้งแต่ปีนั้น

เห็นนามพระอุดมธรรมคุณ (ทองสุก สุจิตโต) ก็พึงระลึกว่า รูปนี้เป็นศิษย์หลวงปู่มั่นและเป็นศิษย์รูปเดียวที่หลวงปู่มั่นออกปากกล่าวถึงว่า “มหาทองสุกเป็นคู่ทุกข์ คู่ยากกัน”

คู่ทุกข์ คู่ยาก เพราะเมื่อหลวงปู่พระมหาทองสุกพำนักอยู่กับพระอาจารย์มั่น ขณะท่านวิเวกไปปฏิบัติธรรมอยู่ยังดอยแห่งหนึ่งใน จ.เชียงใหม่ เกิดไฟป่าไหม้โหมล้อมเข้ามาหาจากทุกทิศ พระมหาทองสุกจึงหอบเอาบริขารของพระอาจารย์มัดไว้กับตัว แล้วถือคันไม้กวาดเข้าตีดับไฟ กวาดใบไม้จนกลบไฟสงบลงได้

ขอบคุณข้อมูล:http://palungjit.org/threads

Leave a Reply

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *