โอวาทครั้งสุดท้ายที่พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ แห่งวัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก)

ปัจฉิมโอวาท

พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ
ณ วัดเจติยาคิรีวิหาร (ภูทอก)
๕ เมษายน ๒๕๒๓

เทศน์โปรดชาวคณะนิตยสาร “คนพ้นโลก”

นี่เป็นโอวาทครั้งสุดท้ายที่พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ แห่งวัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก) ได้ให้ไว้เป็นโอวาทรำลึกในวันเสาร์ที่ ๕ เมษายน แก่คณะนิตยสาร คนพ้นโลก ก่อนที่ท่านจะละสังขารเนื่องจากเครื่องบินตก (เมื่อวันที่ ๒๗ เมษายน พ.ศ. ๒๕๒๓)

กำหนดใจให้สงบก่อน หักความร้อน ความวุ่นวายของจิต
นี่คณะ “คนพ้นโลก” มีอาจารย์ปถัมภ์ เรียนเมฆเป็นหัวหน้า ได้นำหมู่คณะพ้นโลกไปทั่วทุกสำนัก เพื่อแสวงหาบุญกุศล ที่ไปทุกสำนักนั้น แต่ละสำนัก ๆ ท่านก็ให้ธรรมะฝากฝังไว้ที่จิตใจทุก ๆ คน ทุก ๆ ท่าน อันธรรมะทุกท่านที่ฝากฝังไว้ในจิตใจ ก็เป็นธรรมะของพระพุทธเจ้านั่นเอง ไม่ใช่ธรรมะมาจากอื่น เพราะพระพุทธเจ้าเป็นเจ้าของธรรมะ เป็นผู้รู้ธรรมะ ทีนี้จะอธิบายเรื่องคณะคนพ้นโลก

คลิปเสียงบรรยายเรื่อง โอวาทครั้งสุดท้ายที่พระอาจารย์จวน กุลเชฏโฐ แห่งวัดเจติยาคีรีวิหาร (ภูทอก)

คำว่าพ้นโลกนี้ คือหมายถึงว่า พ้นไปจากโลกอันนี้ โลกนี้มีอยู่ ๓ โลก ที่ธรรมะเรียกว่าโลก คือ กามโลก ๑ รูปโลก ๑ อรูปโลก ๑ มีเท่านี้เรียกว่าโลก ทีนี้คณะคนพ้นโลก คือพ้นจากโลกทั้ง ๓ นี้ คือ พ้นจากกามโลก รูปโลก อรูปโลก และทางที่จะพ้นจากกามโลก รูปโลก อรูปโลก นั้นเป็นอย่างไร ท่านก็แสดงในมัชฌิมาปฏิปทาทางสายกลาง

ย่อลงมาก็คือ ทาน ศีล ภาวนา นี้เอง ทาน ศีล ภาวนานี้ เป็นทางพ้นโลกทั้ง ๓ เหตุไฉนจึงเป็นทางพ้นโลกทั้งสาม
เราจะบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาประเภทใดนี้ พระพุทธเจ้าได้ตรัสแก่พระอานนท์ ในศิริมานันทสูตรโดยย่อ ๆ ว่า ดูก่อนอานนท์ ท่านที่จะพ้นโลกทั้ง ๓ คือ กามโลก รูปโลก อรูปโลก นี้ เมื่อบุคคลผู้มีศรัทธา ความเชื่อก็เลื่อมใส บำเพ็ญในทาน ศีล ภาวนาไม่ต้องพูดถึง ศีล สมาธิ ปัญญา

อันบุคคลผู้ที่บำเพ็ญ ทาน ศีล ภาวนาเป็นผู้แสวงบุญนั้นเพื่อลาภสักการะ หรือเพื่อยศ เพื่อความสรรเสริญ เพื่อความสุขในกามโลก รูปโลก อรูปโลกนี้ ยังไม่ได้จัดเข้าเป็นข้อปฏิบัติที่ให้ถึงธรรมปฏิบัติโดยแท้ ยังไม่อาจพ้นไปจากโลกได้ เพราะธรรมเหล่านี้มีอยู่ในโลก ความมีลาภก็มีอยู่ในโลก ความมียศก็มีอยู่ในโลกความเสื่อมลาภก็มีอยู่ในโลก ความเสื่อมยศก็มีอยู่ในโลกความเสื่อมสรรเสริญก็มีอยู่ในโลก ความนินทาก็มีอยู่ในโลก ความสุขก็มีอยู่ในโลก ความทุกข์ก็มีอยู่ในโลก

ทีนี้ผู้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนานี้ หวังลาภสักการะหรือหวังลาภหวังยศ หวังความสรรเสริญ หวังความสุขนั้น ยังไม่จัดเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ ยังไม่พ้นโลก ผู้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา เมื่อเป็นผู้ทีมุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหา อันเป็นตัวเหตุตัวปัจจัยให้เกิดทุกข์อยู่ร่ำไป ให้เกิดอยู่ในกามโลก รูปโลก อรูปโลก นี้จึงเป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ ถ้าผู้บำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา คือผู้แสวงบุญ มุ่งหวังที่จะต้องทำลายแต่กิเลส ตัณหา อันเป็นตัวเหตุตัวปัจจัย เป็นตัวกรรมวัตร กิเลสวัตร คือเป็นตัวสมุทัย เป็นตัวให้เกิดทุกข์นี้จึงจะพ้นไปเสียจากโลกทั้ง ๓ ได้

การที่จะพ้นไปเสียจากโลก ทั้ง ๓ คือ ทาน ศีล ภาวนานี้เท่านั้น ฉะนั้น การบำเพ็ญท่าน ศีล ภาวนา ถ้าไม่มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาแล้ว มันก็ไม่พ้นไปเสียจากโลกได้ เมื่อไม่พ้นไปเสียจากโลกได้ ส่วนบุญที่เกิดจากการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา นั้นมีอยู่หรือไม่ มีอยู่ ได้รับผลอยู่ ไม่ปฏิเสธว่าไม่ได้รับ ได้รับผลอยู่ แต่ได้ผลเพียงมนุษย์สุข สวรรค์สุขเท่านั้น ไม่พ้นไปจากทุกข์เพราะเหตุไม่ได้เจตนาที่จะทำลายกิเลสตัณหานั้นให้สิ้นไปหมดไป จึงไม่พ้นทุกข์ สุขที่ได้รับจากการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนามีอยู่ มีมนุษย์สุข สวรรค์สุขเท่านั้น แต่ไม่พ้นไปจากทุกข์ส่วนการบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนาเพื่อมุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาอย่างเดียวให้หมดไป ให้สิ้นไป ให้ดับไป ไม่มุ่งหวังอะไร สุขก็ได้ ทุกข์ก็พ้น

นี่แหละ พวกเราคณะพ้นโลก ให้สมชื่อ อย่าประกาศแต่ชื่อ ว่าคณะคนพ้นโลกมันเสียชื่อเสียงของพวกเรา เมื่อเสียชื่อเสียเสียงของพวกเราเราไม่ปฏิบัติให้ตรงกับว่า ทำอะไรจึงจะเป็นเครื่องพ้นโลก มันก็เสียชื่อพระพุทธศาสนาไปอีก ทั้งตลอดวงในการพระศาสนาของเรา

ฉะนั้นที่คณะพวกเราเที่ยวแสวงหาบุญกุศลเพื่อบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา ในที่ต่าง ๆ นั้น ให้พากันมุ่งหน้ามุ่งตาที่จะทำลายกิเลสตัณหาให้ออกไปจากจิตใจของเราเท่านั้น ให้หมดไปสิ้นไป จึงจะพ้นไปเสียจากโลก เพราะธรรมที่จะพ้นไปเสียจากโลก องค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ในเบื้องต้นประวัติของท่าน พวกเราก็เข้าใจกันดี

ท่านแสดงในอริยมรรคปฏิปทา ประกอบไปด้วยองค์ ๘ ประการนี่เอง ดังจะนำมาแสดงโดยย่อ ๆ เพียงข้อต้น คือ สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ สัมมาสังกับโป ความดำริชอบ เพียงแค่นี้ ความเห็นชอบ เห็นสิ่งที่เป็นเหตุให้พ้นไปเสียจากโลกนี้ ท่านเห็นอย่างไร ดำริชอบ ดำริจิต เป็นเหตุให้พ้นไปเสียจากโลก ดำริอย่างไร ความเห็นชอบนั้น คือเห็นว่า นี้ทุกข์ นี้เป็นเหตุเกิดทุกข์ นี่ธรรมเป็นที่ดับทุกข์ นี่เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมเป็นที่ดับทุกข์นี้ทุกข์ คือเห็นว่า ความเกิด ความแก่ ความเจ็บ ความตาย เป็นทุกข์

เห็นเหตุให้เกิดทุกข์ คือเห็นตัณหา ความอยาก อันทุกข์ทั้งหลาย ทุกข์ในกามโลก รูปโลก อรูปโลก ที่จะปรากฏขึ้น ก็เพราะเหตุแห่งตัณหา คือความอยาก ฉะนั้นธรรมเป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ท่านจึงเจาะจงบ่งชื่อตัณหาว่า ยายงฺตณฺหาตัณหาคือความอยากนี้ เป็นเหตุให้เกิดกามภพ รูปภพ อรูปภพ ไม่มี มีแต่ตัณหาเท่านี้

ความยินดี ความกำหนัด ความเพลิดเพลินลุ่มหลงฮึกเหิมตามความกำหนัด ความยินดี คือความใคร่ความรัก ความปรารถนาในกามารมณ์ ความทะเยอทะยานอยากเป็นโน่นเป็นนี่ให้ยิ่ง ๆ ขึ้นไป

ความไม่อยากมี ไม่อยากเป็นในสิ่งที่ตนไม่ชอบ ไม่พอใจ ตัณหาคือความอยากเหล่านี้ เป็นเหตุให้เกิดทุกข์ ไม่พ้นไปจากโลกได้ หรือไม่พ้นไปจากกามโลก รูปโลก อรูปโลกได้ เพราะเหตุแห่งตัณหา มีปัญญา สัมมาทิฏฐิ ความเห็นชอบ รู้ชอบ ในธรรมเป็นที่ดับทุกข์ความทุกข์ทั้งหลายมี่จะดับไป ความเห็นว่าต้องทำตัณหานี่แหละให้สิ้นไปดังที่ท่านตรัสว่า ธรรมอันทีดับทุกข์นั้น คือทำตัณหาความอยากนี่แหละให้สิ้นไปดับตัณหาความอยากนี่แหละ โดยไม่เหลือนั้น ๆ เสียให้สิ้นไปจากใจของตนพึงละ พึงสาง พึงสร้าง พึงปลดปล่อย ตัดขาดจากตัณหาคือความอยากนี้นี่แหละให้สิ้นไป ทุกข์จึงจะดับ เพราะเหตุแห่งตัณหา เป็นเหตุให้เกิดทุกข์

ถ้าผู้ต้องการจะพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากโลก กามทุกข์ รูปทุกข์ อรูปทุกข์ ก็ต้องดับเสียซึ่งตัณหาให้หมดให้สิ้นไป เราจึงจะพ้นไปจากโลกได้ นี้ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ปัญญาสังกับโป ท่านรู้ธรรมอันที่ดับทุกข์ ด้วยประการอย่างนี้

ปัญญาสัมมาทิฏฐิ ความรู้ชอบ เห็นชอบในข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันเป็นที่ดับทุกข์ย่นลงก็คือ ทาน ศีล ภาวนา หรือ ศีล สมาธิ ปัญญานี้

การบำเพ็ญทาน รักษาศีล เจริญภาวนา ถ้าไม่มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาให้หมดไปให้สิ้นไปแล้ว ก็ไม่มีทางพ้นไปจากทุกข์ พ้นไปจากโลกนี้ได้ ถ้าเราบำเพ็ญทาน ศีล ภาวนา มุ่งหวังที่จะทำลายกิเลสตัณหาอย่างเดียวให้หมดให้สิ้นไปคือที่ว่าพ้นไปจากโลก เป็นข้อปฏิบัติให้ถึงธรรมอันที่ดับทุกข์โดยแท้ ไม่ต้องมีความสงสัยเลยดังนี้

ให้พวกเราจงพากันน้อมนำ ไปพิจารณา
ขอยุติการแสดงธรรมแต่เพียงนี้ เอวังก็มีด้วยประการฉะนี้

ขอบคุณข้อมูล:http://palungjit.org/threads/

Leave a Reply

Your email address will not be published. Required fields are marked *